วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ว้าว!!! แฟลชไดรฟ์ 32GB "เล็กจิ๋ว-กันน้ำ"

คุณผู้อ่านยังจำ Pico Drive "แฟลชไดรฟ์จิ๋ว"ที่สามารถกันน้ำได้ไหมครับ ซึ่งเราได้เคยนำมาโชว์ในงาน Commart แล้วด้วย ทั้งนี้นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นแล้ว แฟลชไดรฟ์รุ่นนี้ยังมีความจุสูงอีกต่างหาก โดยรุ่นแรกที่ออกมาจะมีความจุ 8GB ตามมาติดๆ ด้วยรุ่น 16GB ล่าสุดทางบริษัทได้ออกรุ่นความจุ 32GB ในขณะที่ขนาดของมันยังคงเท่าเดิม

Pico Drive 32GB แฟลชไดรฟ์ยูเอสบีขนาดเล็กที่สุดในโลกที่มีความจุสูงขนาดนี้ โดยมีความยาวแค่ 31.3 มม. กว้าง 12.4 มม. และหนา 3.4 มม. เท่านั้น ซึ่งเมื่อเสียบเข้ากับพอร์ตยูเอสบี ส่วนที่ยื่นออกมาแค่ 1.5 ซม. เท่านั้น ตัวถังเคลือบด้วยเงิน (กันไฟฟ้าสถิตย์ หรือกระแสไฟฟ้าเล็กๆ ที่อาจะส่งผลอันตรายกับข้อมูลที่บันทึกอยู่ภายใน) และเช่นเคยที่มันยังคงสามารถกันน้ำได้
แฟลชไดรฟ์ 32GB
ว้าว!!! แฟลชไดรฟ์ 32GB "เล็กจิ๋ว-กันน้ำ"

คลิปข้างล่างนี้เป็นการพิสูจน์คุณสมบัติกันน้ำของแฟลชไดรฟ์รุ่น 8GB สนนราคาของ Pico Drive 32GB อยู่ที่ 139.99 เหรียญฯ หรือประมาณ 5,000 บาท




ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก...

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

หลักการทางโบราณคดีของการตั้งถิ่นฐานในสมัยเริ่มแรก



หลักฐานทางโบราณคดีของการตั้งถิ่นฐานในสมัยแรกเริ่มของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ในประเทศไทยมีปรากฏตามถ้ำและเพิงหินต่างๆ เช่น ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดกระบี่ (ดู กรมศิลปากร ๒๕๓๑ : ๑-๑๒๐, นงพงา สุขวนิช ๒๕๒๗ : ๑-๑๖๐, Anderson ๑๙๘๘ : ๔๓-๖๐) ร่องรอยที่มนุษย์ในสมัยนั้นทิ้งไว้ให้นักโบราณคดีได้ศึกษา มีพวกเครื่องมือเครื่องใช้ ที่ทำด้วยหิน เช่น ขวานหินขัด และวัตถุอินทรีย์ เช่น กระดูกสัตว์ เปลือกปอย และไม้ นอกจากนี้ก็มีร่องรอยของกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งเถ้าถ่านที่แสดงถึงการใช้ไฟ การทำอาหาร และเศษขยะ เช่น กระดูกสัตว์ ก้างปลา เปลือกหอย และเมล็ดจากพืชและผลไม้ หลักฐานเหล่านี้ทำให้เราสามารถทราบถึงสภาพแวดล้อมในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ว่า มนุษย์ในสมัยแรกเริ่มนั้นออกแสวงหาและดัดแปลงทรัพยากรทางธรรมชาติและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างไรเพื่อการอยู่รอด
มนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้พัฒนาตัวเองในการใช้ประโยชน์จากวัสดุธรรมชาติมาช่วยในการทุ่นแรงและยังชีพ หลักฐาน ทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่า ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ช่วงหลังมนุษย์ได้พัฒนาตัวเองในการยังชีพ ทั้งทางด้านเทคโนโลยี สังคม และวัฒนธรรม ที่เริ่มจากเรื่องง่ายๆ ไปสู่ความซับซ้อนที่มีมากขึ้นตามวิวัฒนาการทางวัตถุและความคิดของมนุษย์ มนุษย์ได้เรียนรู้เรื่องการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ มีความสามารถในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาจากดิน สามารถถลุงโลหะเพื่อผลิตเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับที่เป็นทองแดง สัมริด และเหล็กความรู้เหล่านี้ทำให้มนุษย์เข้าใจสภาพแวดล้อมรอบตัวเขาได้ดีขึ้นสามารถควบคุมสถานการณ์บางอย่างของธรรมชาติได้บ้าง เช่น การผลิตหรือหาอาหารเพื่อบริโภคแล้วมีเหลือพอที่จะเก็บสะสมไว้สำหรับวันอื่น ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงไม่จำเป็นที่ต้องเร่ร่อนอีกต่อไป เขาสามารถตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างค่อนข้างถาวรได้ ส่วนขนาดของกลุ่มก็มีการขยายใหญ่ขึ้นไปตามจำนวนของสมาชิกที่มีเพิ่มขึ้นภายในชุมชนนั้น ชุมชนแบบนี้ปรากฏอยู่ในภาคต่างๆ ของประเทศไทย (ดูกรมศิลปากร ๒๕๓๑ : ๑-๑๒๐ และพิสิฐ เจริญวงศ์ ๒๕๒๕ : ๔๙-๑๔๑)
หลังจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ตอนต้นเมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว มีการบันทึกเหตุการณ์โดยสังคมภายนอก (ตะวันตกและตะวันออก) ที่เขียนเกี่ยวกับดินแดนในประเทศไทย ต่อมาจึงเริ่มมีการจารึกเหตุการณ์ในประเทศไทย ในช่วงนี้เราจะเห็นรูปแบบของการตั้งถิ่นฐานนั้นได้เปลี่ยนไปจากการใช้ถ้ำและเพิงหินเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว มาเป็นการตั้งบ้านเรือนรวมเป็นชุมชนอยู่อย่างถาวรในที่ราบลุ่มบนเนินตามริมฝั่งแม่น้ำและลำน้ำต่าง


ที่มา    http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK18/chapter1/t18-1-l1.htm

วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เริ่มแรกมนุษย์อยู่ตามที่ใด


การมีที่พักอาศัยเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของการอยู่รอดของมนุษย์ มนุษย์จำเป็นต้องมีที่พักอาศัย ในสมัยเริ่มแรก มนุษย์ได้อาศัยแหล่งธรรมชาติเป็นที่พักนอนชั่วคราว เช่น ถ้ำและเพิงหิน ภายหลังก็รู้จักตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร ดัดแปลงสร้างบ้านจากวัสดุที่หาได้จากธรรมชาติ ในบริเวณดินแดนของประเทศไทย ปัจจุบันนักโบราณคดีต่างก็ได้ทำการศึกษาขุดค้นแสวงหาร่องรอยของมนุษย์สมัยโบราณ และตามหลักฐานข้อมูลที่ได้มาปรากฏว่า เรามีหลักฐานที่แสดงถึงกิจกรรมของมนุษย์ที่มีอายุย้อนหลังไปประมาณเกือบ ๔๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในสมัยนั้นถือว่าเป็นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เป็นสมัยที่มนุษย์ยังไม่รู้จักการใช้ภาษาเขียนบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมตัวเอง
จากข้อมูลทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งมีทั้งที่ราบ ที่สูงหุบเขา แม่น้ำ ทะเลสาบ และชายฝั่งทะเล ปรากฏว่าในสมัยแรกๆ มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์อาศัยอยู่กันเป็นกลุ่มๆ ตามสถานที่ธรรมชาติต่างๆ เช่น เพิงหิน และถ้ำตามภูเขาที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำและอาหาร มนุษย์ในสมัยนั้นเลือกสถานที่พักอาศัยที่อยู่สูงจากพื้นที่ราบที่ปลอดภัยจากสัตว์ร้ายนานาชนิด และสามารถหลบลมหรือฝนได้ แหล่งที่พักอาศัยนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งที่มนุษย์สามารถเก็บหาพืชผักผลไม้และจับสัตว์ทั้งบนบนและในน้ำ เช่น ปลาและหอยมาบริโภคได้วันต่อวัน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้การรวมตัวเป็นกลุ่มของมนุษย์ในสมัยแรกเริ่มสันนิษฐานว่าคงเริ่มเป็นกลุ่มเล็กๆ แบบหนึ่ง "ครอบครัว" ที่มีผู้นำและผู้พึ่งรวมทั้งเด็ก การออกไปหาอาหารก็คงเป็นกิจกรรมประจำวันเพื่อยังชีพ โดยมีการแบ่งแรงงานว่าใครทำอะไร เช่น ออกเก็บหาอาหารพวกพืชผลไม้ ล่าสัตว์ทั้งเล็กและใหญ่ และอยู่ดูแลเลี้ยงเด็ก เป็นต้น มนุษย์ได้ประสบการณ์ที่สัมผัสกับธรรมชาติโดยใช้การสังเกต ความทรงจำ และการวิเคราะห์หาสาเหตุและเหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์และพฤติกรรมต่างๆ ของพืช สัตว์ และธรรมชาติ ทำให้มนุษย์ได้เรียนรู้โดยมีการถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านี้ไปชั่วลูกหลาน

ที่มา  http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK18/chapter1/t18-1-l1.htm

วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Buffalo Ministration Metro ฮาร์ดไดรฟ์ดีไซน์สวย สะดวกพกพา

บัฟฟาโล มินิสเตชัน เมโทร (Buffalo MiniStation Metro) ฮาร์ดไดรฟ์ขนาดพกพา ดีไซน์ใหม่ขนาดเล็กกะทัดรัดพรั่งพร้อมด้วยคุณสมบัติพิเศษเฉพาะ และฟีเจอร์ต่างๆ ที่ตอบสนองความต้องการใช้งาน
บัฟฟาโล มินิสเตชัน เมโทร (Buffalo MiniStation Metro) อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพาได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวเครื่องสีดำ แดง และขาวมีดีไซน์ที่สวยเก๋ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีบัมเปอร์บอดี้ (BumperBody) ที่จะปกป้องข้อมูลช่วยป้องกันแรงกระแทกจากภายนอก เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายขึ้นกับข้อมูล หากมีการกระทบกระเทือนจากการใช้งาน และความแข็งแกร่งมีความจุที่หลากหลายให้เลือกใช้ได้ตามต้องการโดยสามารถพกพาฮาร์ดไดรฟ์ที่มีความจุสูงสุดถึง 500 กิกะไบต์ และที่สำคัญใช้งานง่ายด้วยการติดตั้งแบบอัตโนมัติ

Buffalo Ministration Metro
Buffalo Ministration Metro ฮาร์ดไดรฟ์ดีไซน์สวย สะดวกพกพา


ฮาร์ดไดรฟ์แบบพกพา บัฟฟาโล มินิสเตชัน เมโทร มีความจุที่สามารถเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ขนาด 250 กิกะไบต์, 320 กิกะไบต์ และ 500 กิกะไบต์ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการแบ็คอัพงานต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี มีความเร็วในการการถ่ายโอนข้อมูลสูงถึง 480 เมกะบิตต่อวินาที การเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยพอร์ตแบบ USB 2.0 ด้วยสายเคเบิลที่ติดอยู่ด้านข้างตัวเครื่องสะดวกในนำมาการใช้งานและจัดเก็บ ด้วยเทคโนโลยี เทอร์โบยูเอสบี (TurboUSB) ช่วยให้การถ่ายโอนไฟล์ข้อมูลจากอุปกรณ์หนึ่งต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ ทำได้อย่างฉับไวและสะดวกยิ่งขึ้น สามารถจัดเก็บและถ่ายโอนไฟล์ภาพดิจิตอลด้วย Google Picasa ทั้งสามารถจัดเก็บเพลงต่าง ๆ และไฟล์อื่นๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่บนไดรฟ์หลักของเครื่องพีซี

นอกจากนี้ บัฟฟาโล มินิสเตชัน เมโทร (Buffalo MiniStation Metro) ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงมากยิ่งขึ้นด้วย ซีเคียวล็อคแวร์ (SecureLockWare) ซอฟต์แวร์สำหรับปกป้องข้อมูลจากการถูกขโมย, การจากการผิดพลาดในการจัดเก็บข้อมูล และการเข้าถึงข้อมูลจากผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต จึงทำให้ บัฟฟาโล มินิสเตชัน เมโทร (Buffalo MiniStation Metro) มีความปลอดภัยในระดับสูง สามารถใช้งานได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ และเครื่องแมคอินทอช

จุดเด่นผลิตภัณฑ์
- มีน้ำหนักเบา แข็งแรง พกพาสะดวก
- ซอฟต์แวร์ TurboUSB ที่เพิ่มความเร็ว USB2.0
- ความเร็วในการการถ่ายโอนข้อมูลสูงถึง 480 เมกะบิตต่อวินาที
- สามารถติดตั้งได้เองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้งานไดรฟ์เวอร์
- สนับสนุนยูเอสบี 2.0 และ 1.1
- ซอฟต์แวร์ SecureLockWare สำหรับปกป้องข้อมูลจากการถูกขโมย, ป้องกันจากการผิดพลาดในการจัดเก็บข้อมูล
- เทคโนโลยี BumperBody ปกป้องข้อมูลช่วยป้องกันแรงกระแทกจากภายนอก
- ซอฟต์แวร์ Memeo AutoBackup สำหรับคอมพิวเตอร์ในระบบ Windows และ Macintosh ช่วยให้การจัดเก็บรวมถึงการอ่านหรือเขียนและ แชร์ข้อมูลปลอดภัย
- สนันสนุน Time Machine สำหรับการแบ็คอัพข้อมูล
- Full-Disk Encryption ระบบการเข้ารหัสเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตในฮาร์ดไดรฟ์หรือระบบที่สูญหายหรือถูกขโมยไป

คุณสมบัติทั่วไป

Internal Hard Drives
- Number of Drives : 1
- Drive Interface : SATA
- Hard Drive Sizes : 250GB, 320GB, 500GB

Interface
- Standard Compliance : USB 2.0 / 1.1
- Connector Type : Mini B type
- Number of Ports : 1
- Data Transfer Rates : Max. 480 Mbps

Others
- Dimensions (W x H x D in.) :5.3 x 3.6 x 0.8
- Weight (oz.) : 8.5
- Power Supply : DC5V (Power supplied through USB)
- Power Consumption : Max. 2.5W
- Client OS Support : Windows Vista , Windows XP, Windows2000, MacOS X 10.4 or later

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

การตั้งถิ่นฐานในเมือง

ถิ่นฐานใดจะมีลักษณะเป็นเมืองนั้น มีองค์ประกอบในการพิจารณา โดยทั่ว ๆ ไป คือจำนวนประชากร ความหนาแน่นของประชากรและอาชีพของประชากร สำหรับประเทศไทยมิได้กำหนดสัดส่วนแน่นอน แต่ใช้นิยามของคำว่า "เทศบาล" และ "สุขาภิบาล" แทนโดยถือว่าเขตเทศบาลและเขตสุขาภิบาลเป็นเขตเมืองซึ่งในชุมชนหนึ่ง ๆ จะประกอบด้วยการใช้ที่ดินประเภทต่าง ๆ ดังนี้ ที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เกษตรกรรมา ที่โล่งเพื่อนันทนาการ สถานบันการศึกษา สถานบันศาสนา และสถาบันราชการ
เมื่อมนุษย์อยู่รวมกลุ่มกันเป็นเมือง หากไม่มีการวางแผนการเติบโตของเมืองแล้ว ย่อมก่อให้เกิดปัญหาต่อการดำรงชีวิต การวางแผน สำหรับการเติบโตของเมืองนี้เรียกว่า การวางผังเมือง ซึ่งนับเป็นกลไกที่จำเป็นต่อการปรับปรุงสภาพปัจจุบัน และเป็นแผนรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตองค์ประกอบที่นำมาใช้ในการวางผังเมืองมีดังนี้
ก. ปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น พื้นที่เป็นที่สูง ที่ลุ่มหรือมีการทรุดตัวของพื้นดิน
ข. การเพิ่มประชากร การจำกัดจำนวนประชากร และการกระจายตัวประกรไปยังพื้นที่เป้าหมาย
ค. สังคมและเศรษฐกิจ เป็นการกำหนดขนาดของเมือง โดยนำปัจจัยทางเศรษฐกิจมาพิจารณาด้วยว่าเมืองควรมีขนาดเท่าใด ควรขยายไปในทิศทางใด เป็นต้น
ง. การใช้ประโยชน์ที่ดิน เมืองที่ขาดการวางผังและขาดการควบคุม การใช้ประโยชน์ที่ดิน ย่อมขยายตัวออกไปอย่างไร้ทิศทางและเกิดความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้งก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น แผ่นดินทรุด น้ำท่วม เป็นต้น การวางผังเมืองจำเป็นต้องกำหนดย่านการใช้ประโยชน์จากที่ดินตามลักษณะกิจกรรมและความสัมพันธ์ที่มีต่อกันแล้วนำผังออกสู่การปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเมืองต่อไป
จ. สิ่งแวดล้อม การพัฒนาเมืองที่ปราศจากการป้องกันหรือควบคุมปัญหาสิ่งแวดล้อมย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของมนุษย์



ที่มา  http://kanchanapisek.or.th/kp6/BOOK17/chapter6/t17-6-l2.htm

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิกฤตอาหารพลังงานกับการเพิ่มของประชากรโลก

ภาวะประชากรที่สูงขึ้น กับความกังวลเรื่องของอาหารและพื้นที่ทางการเกษตร

ภาวะประชากรที่สูงขึ้น กับความกังวลเรื่องของอาหารและพื้นที่ทางการเกษตร เป็นสิ่งที่หลายประเทศทั่วโลกต่างวิตกกังวลถึงปัญหาดังกล่าว จากรายงานของสำนักงานอ้างอิงทางประชากร ถึงประชากรโลกประจำปี 2552 คาดว่า ภายในปี 2554 ทั่วโลกจะมีประชากรโลกสูงถึง 7 พันล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ยากไร้ที่สุด หากเป็นไปตามคาดการณ์ ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร
          ปัจจุบันจำนวนเยาวชนของโลกอยู่ที่ 1.2 พันล้านคน โดยเกือบร้อยละ 90 คน อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจากรายงานของสำนักงานอ้างอิงทางประชากรที่คาดว่า ภายในปี 2554 ทั่วโลกจะมีประชากรโลกสูงถึง 7 พันล้านคน โดยรายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ร้อยละ 97 ของอัตราการเจริญเติบโตทั่วโลกจะยังคงอยู่ที่ทวีปเอเชีย แอฟริกา ลาตินอเมริกา และแคริบเบี้ยน…
          หากแต่มีการคาดการณ์ถึงความเป็นอยู่ของประชากรในช่วงระหว่าง 2-3 ทศวรรษข้างหน้าว่า กลุ่มประชากรในวัยหนุ่มสาวยังคงมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนย้ายจากชนบทเข้าสู่เมืองเพื่อแสวงหาโอกาสทางการศึกษาและการหาความรู้ การจ้างงาน และบริการด้านสุขภาพ ไม่ต่างกับในภาวะปัจจุบัน...
          หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ในภาวะประชากรที่จะเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่แถบเอเชียและแอฟริกานั้น มองได้ว่าภาวะดังกล่าวอาจก่อให้กิดการแย่งชิงพื้นที่ทางด้านอาหารและการเพาะปลูกมากขึ้น รวมถึงอาจเกิดภาวะการกระจุกตัวของประชากรในบางพื้นที่ ที่เป็นแหล่งรวมทางความเจริญและการคมนาคม หากแต่ภาวะดังกล่าวอาจมีข้อดี คือ
          ในอนาคตที่คาดว่าประเทศในแถบเอเชียจะมีกำลังทางเศรษฐกิจมากขึ้น จึงอาจเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมากยิ่งขึ้นเช่นกัน
          ทั้งนี้ สำนักข่าวแห่งชาติ มองว่า จากภาวะดังกล่าวประเทศไทยจึงควรต้องเตรียมความพร้อมในสองส่วนหลัก คือ
          ประการแรก ปัญหาการอพยพเข้าสู่เมือง ที่รัฐบาลควรมีแนวทางการกระจายความเจริญสู่ชนบทให้มากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการไหลเข้าและเกิดการกระจุกตัวมากขึ้นอย่างที่ผ่านมา
          ประการที่สอง ปัญหาด้านการเกษตร ที่ผ่านมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้เกิดปัญหาการว่างงานพบว่า รัฐบาลมีแนวทางในการช่วยเหลือผู้ว่างงาน ด้วยวิธีการฝึกอบรมอาชีพ รวมถึงแนวทางในการจัดหาและตรวจสอบสภาพที่ดินในพื้นที่ 22 จังหวัด เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ถูกเลิกจ้างและมีความประสงค์ต้องการเปลี่ยนอาชีพเป็นเกษตรกร การจัดสรรที่ดินทำกินจึงอาจเป็นทางออกหนึ่งทั้งการช่วยเหลือปัญหาว่างงาน และการเพิ่มพื้นที่ทางการเกษตร
          หากแต่ที่สำคัญคือ การพัฒนาเทคโนโลยีความรู้ทางการเกษตร รวมถึงการสนับสนุนอาชีพด้วยการสนับสนุนด้านสวัสดิการอย่างจริงจังที่ยังคงไม่ชัดเจนของไทย อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเติบโตของภาคการเกษตรเป็นไปอย่างเชื่องช้า เพราะในอนาคต ภาวะการขาดแคลนอาหารอาจเกิดขึ้น จึงอาจเป็นโอกาสของไทยในการขยายตลาดการส่งออกในภาวะประชากรที่มากขึ้นในอนาคต รวมถึงปัญหาด้านการไม่สามารถควบคุมคุณภาพการผลิตอาหารทางการเกษตร ให้มีความปลอดภัยได้อย่างเต็มที่
          เหล่านี้ถือเป็นปัญหาสำคัญของไทย การเตรียมความพร้อมด้านประชากรของประเทศไทยและประชากรโลกที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต จึงถือเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญที่ควรต้องมีการเตรียมความพร้อม ทั้งเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต รวมถึงการเตรียมความพร้อมในโอกาสการส่งออกอาหาร และเพื่อความอยู่รอดของประเทศต่อไป
       
          ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

องค์ประกอบของ GIS ( Components of GIS )


องค์ประกอบหลักของระบบ GIS จัดแบ่งออกเป็น 5 ส่วนใหญ่ ๆ คือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (Hardware) โปรแกรม (Software) ขั้นตอนการทำงาน (Methods) ข้อมูล (Data) และบุคลากร (People) โดยมีรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
คือ เครื่องคอมพิวเตอร์รวมไปถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงต่าง ๆ เช่น Digitizer, Scanner, Plotter, Printer หรืออื่น ๆ เพื่อใช้ในการนำเข้าข้อมูล ประมวลผล แสดงผล และผลิตผลลัพธ์ของการทำงาน
2. โปรแกรม
คือชุดของคำสั่งสำเร็จรูป เช่น โปรแกรม Arc/Info, MapInfo ฯลฯ ซึ่งประกอบด้วยฟังก์ชั่น การทำงานและเครื่องมือที่จำเป็นต่าง ๆ สำหรับนำเข้าและปรับแต่งข้อมูล, จัดการระบบฐานข้อมูล, เรียกค้น, วิเคราะห์ และ จำลองภาพ
3. ข้อมูล
คือข้อมูลต่าง ๆ ที่จะใช้ในระบบ GIS และถูกจัดเก็บในรูปแบบของฐานข้อมูลโดยได้รับการดูแล จากระบบจัดการฐานข้อมูลหรือ DBMS ข้อมูลจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญรองลงมาจากบุคลากร
4. บุคลากร
คือ ผู้ปฏิบัติงานซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เช่น ผู้นำเข้าข้อมูล ช่างเทคนิค ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล ผู้บริหารซึ่งต้องใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ บุคลากรจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในระบบ GIS เนื่องจากถ้าขาดบุคลากร ข้อมูลที่มีอยู่มากมายมหาศาลนั้น ก็จะเป็นเพียงขยะไม่มีคุณค่าใดเลยเพราะไม่ได้ถูกนำไปใช้งาน อาจจะกล่าวได้ว่า ถ้าขาดบุคลากรก็จะไม่มีระบบ GIS
5. วิธีการหรือขั้นตอนการทำงาน
คือวิธีการที่องค์กรนั้น ๆ นำเอาระบบ GIS ไปใช้งานโดยแต่ละ ระบบแต่ละองค์กรย่อมีความแตกต่างกันออกไป ฉะนั้นผู้ปฏิบัติงานต้องเลือกวิธีการในการจัดการกับปัญหาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับของหน่วยงานนั้น ๆ เอง
 

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในดินแดนประเทศไทย

การตั้งถิ่นฐานและการดำเนินชีวิตของผู้คน จะขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานสำคัญ คือ

           -    ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ที่มีผลต่อการพัฒนาการการตั้งถิ่
ฐานและการดำเนินชีวิตของผู้คน มีดังนี้

                1) ลักษณะภูมิประเทศ หมายถึง สภาพที่ตั้งและลักษณะของพื้นที่ของแต่ละภูมิภาคที่แตกต่างกัน เช่น บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ ที่ราบสูง ภูเขา เป็นต้น โดยลักษณะภูมิประเทศที่เหมาะสมในการตั้งถิ่นฐานของ   ผู้คนมักจะเป็นที่ราบ ที่ราบลุ่มแม่น้ำต่างๆ นอกจากจะเหมาะสมในการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์แล้ว แม่น้ำยังเป็นเส้นทางการคมนาคมสำหรับติดต่อกับชุมชนอื่นๆ อีกด้วย
                2) ลักษณะภูมิอากาศ หมายถึง สภาพอากาศและปริมาณของน้ำฝนที่มีผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ในภูมิภคต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน เช่น บริเวณที่มีภูมิอากาศไม่ร้อนจัดหรือหนาวจัดเกินไป และอยู่ในบริเวณทีฝนตกมากพอสำหรับการเพาะปลูก ก็จะมีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่มากและประกอบอาชีพเกษตรกรรม เป็นต้น
                3) ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมนุษย์นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิต เช่น ป่าไม้ สัตว์ป่า แร่ ดิน เป็นต้น หากพื้นที่ใดที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกและอยู่ใกล้แหล่งน้ำ จะเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจำนวนมากเลือกตั้งถิ่นฐานเป็นที่อยู่อาศัย


               -  ปัจจัยทางสังคม ที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานและการดำเนินชีวิตของผู้คนในภูมิภาคต่างๆ ได้แก่

                 1) ความปลอดภัย มนุษย์ทุกคนย่อมต้องการความปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และทรัพย์สิน ดังนั้นการเลือกตั้งถิ่นฐานจึงต้องคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันกับกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนม คุ้นเคยกัน
                 2) วัฒนธรรม ความเชื่อ และประเพณี กลุ่มคนที่มีความคิด ความเชื่อแบบเดียวกันหรือมีการใช้ภาษาพูด การแต่งกาย การนับถือศาสนาเดียวกัน ย่อมจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เดียวกันและมีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีที่คล้ายคลึงกัน เหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ภูมิศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ เอเชียอาคเนย์ เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย ตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นทวีปหลายแผ่นที่ยังมีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและการปะทุของภูเขาไฟอยู่อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยดินแดนและหมู่เกาะด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของแผ่นดินใหญ่ และแม้ว่าโดยทางเขตแดนแล้ว หมู่เกาะอันดามัน จะเป็นของอินเดีย แต่ทางภูมิศาสตร์แล้วถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดิมทีเดียวเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ยังหมายรวมอาณาเขตที่กว้างกว่านั้น รวมไปถึง ตอนใต้ของจีน ฮ่องกง และไต้หวันด้วย แต่เนื่องจากระยะหลังใช้หลักการแบ่งทางการเมือง ทำให้ส่วนดังกล่าวจึงถูกรวมเข้ากับบริเวณเอเชียตะวันออก

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

10 อย่างง่ายๆ หยุด ภาวะโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนที่กำลังส่งผลกระทบรุนแรง คุณสามารถช่วยกันลดภาวะโลกร้อนได้ง่ายๆ ด้วย 10 วิธีต่อไปนี้
1. เปลี่ยนหลอดไฟ
การเปลี่ยนหลอดไปจากหลอดไส้เป็นหลอดประหยัดไฟหนึ่งดวง จะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 150 ปอนด์ต่อปี
2. ขับรถให้น้อยลง
หากเป็นระยะทางใกล้ๆ สามารถเดินหรือขี่จักรยานแทนได้ การขับรถยนตร์เป็นระยะทาง 1 ไมล์จะปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ 1 ปอนด์
3. รีไซเคิลของใช้
ลดขยะของบ้านคุณให้ได้ครึ่งนึงจะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 2400 ปอนด์ต่อปี
4. เช็คลมยาง
การขับรถโดยที่ยางมีลมน้อย อาจทำให้เปลืองน้ำมันขึ้นได้ถึง 3% จากปกติ
น้ำมันๆทุกๆแกลลอนที่ประหยัดได้ จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 20 ปอนด์

5. ใช้น้ำร้อนให้น้อยลง
ในการทำน้ำร้อน ใช้พลังงานในการต้มสูงมาก การปรับเครื่องทำน้ำอุ่น ให้มีอุณหภูมิและแรงน้ำให้น้อยลง จะลด คาร์บอนไดออกไซด ์ได้ 350 ปอนด์ต่อปี หรือการซักผ้าในน้ำเย็น จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ปีละ 500 ปอนด์
6. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์เยอะ
เพียงแค่ลดขยะของคุณเอง 10 % จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 1200 ปอนด์ต่อปี
7. ปรับอุณหภูมิห้องของคุณ(สำหรับเมืองนอก)
ในฤดูหนาว ปรับอุณหภูมิของ heater ให้ต่ำลง 2 องศา และในฤดูร้อน ปรับให้สูงขึ้น 2 องศา จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 2000 ปอนด์ต่อปี
8. ปลูกต้นไม้
การ ปลูกต้นไม้ หนึ่งต้น จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ตลอดอายุของมัน
9. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่
ปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ใช้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับพันปอนด์ต่อปี
และอย่างสุดท้าย
10. บอกเพื่อนๆของคุณเกี่ยวกับวิธีเหล่านี้ครับ



Credit : Ten Things to do

ความรู้พื้นฐานในการทำแผนที่

ระบบงานทางโฟโตแกรมเมตรี สามารถแบ่งออกเป็นสองงานหลัก คือ
1) การจัดทำและเตรียมภาพรวมทั้งข้อมูลสนับสนุน และ
2) การประมวลผลภาพเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ
งานแรกเป็นกระบวนตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดคุณลักษณะ วางแผน บินถ่ายภาพ หรือรับข้อมูลภาพจากแหล่งข้อมูล ประมวลผลเบื้องต้นเพื่อเตรียมภาพสำหรับใช้ในระบบประมวลผลขั้นต่อไป และ เตรียมข้อมูลสนับสนุน เช่น การรวบรวมข้อมูลจุดควบคุมภาคพื้นด้วย ส่วนงานที่สองจะรวมถึงการตัดสินใจเลือกระบบประมวลผลทางโฟโตแกรมเมตรีสำหรับ สร้างผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ โดยทั่วไปแล้วงานทางโฟโตแกรมเมตรี สามารถแบ่งกว้าง ๆ ออกตามระบบที่ใช้ในการถ่ายภาพเป็นงานที่ใช้ภาพดาวเทียม งานที่ใช้ภาพจากอากาศยาน และงานที่ใช้ภาพจากกล้องที่ถ่ายระยะใกล้ ๆ โดยงานส่วนใหญ่เป็นงานที่ใช้ภาพจากกล้องถ่ายภาพอากาศที่มีความแม่นยำสูง และผ่านกระบวนการเทียบมาตรฐานแล้ว

กล้องถ่ายภาพทางอากาศมีส่วนประกอบที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่เราสามารถอธิบายลักษณะทางเรขาคณิตของกล้องถ่ายภาพได้ไม่ยาก โดยพิจารณากล้องที่ประกอบด้วยเลนส์หลายชิ้นเป็นเพียงจุด ๆ หนึ่ง เรียกว่าจุดศูนย์กลางการฉาย โดยทั่ว ๆ ไปแล้วการถ่ายภาพทางอากาศมักถ่ายในลักษณะที่แกนของกล้องอยู่ในแนวดิ่ง ทำให้ภาพครอบคลุมพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส การบินถ่ายภาพสำหรับการทำแผนที่มักทำเป็นแนวโดยแต่ละแนวห่างกันในระยะที่ทำ ให้เกิดส่วนเหลื่อมระหว่างแนวบินประมาณร้อยละ 25 ของความกว้างของพื้นที่ที่ครอบคลุมโดยภาพ ภายในแต่ละแนวบินก็จะมีส่วนเหลื่อมระหว่างภาพประมาณร้อยละ 60 การถ่ายภาพให้มีส่วนเหลื่อมนี้มีวัตถุประสงค์หลักสามประการ คือ
1) ให้พื้นที่ที่สนใจทั้งหมดปรากฏบนภาพอย่างน้อยสองภาพที่ถ่ายทีละจุด เพื่อประโยชน์ในการมองภาพสามมิติ
2) สามารถใช้เพียงบริเวณส่วนกลางของภาพในการติดต่อหรือโมเสคภาพ และ
3)สามารถใช้ส่วนเหลื่อมเล็กๆระหว่างภาพในการขยายจุดบังคับภาพพื้น
ดินด้วยวิธีการทางโฟโตแกรมเมตรี

ภาพที่ได้จากระบบถ่ายภาพจะใช้เป็นข้อมูลนำเข้าสู่ระบบประมวลผล ซึ่งอาจเป็นระบบที่สามารถประมวลผลได้ทีละภาพหรือทีละหลายภาพพร้อมกัน ระบบในแบบหลังมักเป็นระบบที่สามารถใช้มองภาพสามมิติได้ เครื่องมือเหล่านี้ในอดีตเรียกว่า เครื่องเขียนงานโฟโตแกรมเมตรี ซึ่งใช้ภาพที่อยู่ในรูปของฟิล์ม ส่วนในปัจจุบันระบบประมวลผลจะเป็นโปรแกรมเฉพาะทางที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ประสิทธิภาพสูง เรียกว่า เป็นสถานีงานโฟโตแกรมเมตรี ซึ่งทำงานกับภาพเชิงเลขจึงสามารถประมวลผลโดยใช้ภาพหลายภาพได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบในอดีตหรือปัจจุบันต่างก็มีความสามารถพื้นฐาน ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุบนโลกและภาพของวัตถุเพื่อใช้ในการเก็บ ข้อมูลจากภาพได้เช่นเดียวกัน