โดยเฉลี่ยผู้ใหญ่จะเป็นหวัดปีละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 9 วัน ซึ่งเท่ากับป่วยปีละเกือบหนึ่งเดือน!
แต่มีวิธีบรรเทาอาการป่วยที่น่าเบื่อนี้ได้ภายในหนึ่งวันเท่านั้น
เมื่อตื่นขึ้นมาด้วยอาการที่สงสัยว่าจะเป็นหวัด ให้ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้มากๆ เพื่อป้องกันการเจ็บคอหรือคัดจมูก ถ้าเจ็บคอให้กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นหนึ่งแก้วผสมเกลือครึ่งช้อนชา จะช่วยลดการอักเสบ ล้างเมือกในคอ อีกทั้งยังกำจัดแบคทีเรียรวมถึงไวรัส และอย่าลืมทำให้จมูกสะอาดปราศจากน้ำมูกเสมอโดยใช้สเปรย์สำหรับพ่นจมูก
พยายามทานยาแก้หวัดภายในสองชั่วโมง
โดยไปหาเภสัชกรเพื่อจัดยาให้ตรงกับอาการ ถ้ามีอาการไอร่วมด้วย อาจไม่จำเป็นต้องทานยาแก้ไอหรืออมยาอม แค่ทานน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะโดยอาจผสมลงในน้ำชา อาการจะดีขึ้น
หกชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการให้พักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ระหว่างนั้นพยายามดื่มน้ำมากๆ ถ้าจะอาบน้ำควรอาบน้ำอุ่นแทนน้ำเย็น
หากดีขึ้นแล้วให้ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทานอาหารที่มีโปรตีนเช่น ข้าวแดง ปลา ถั่ว
ถ้าตื่นเช้ามายังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้อ แต่หากดีขึ้นแล้วให้พักผ่อนอยู่กับบ้านอีกวันเพื่อให้แน่ใจว่าหายจากอาการหวัดจริงๆ.
ที่มา http://variety.teenee.com/foodforbrain/32795.html
วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554
จีนทุ่ม 9 ล้านล้านบาท เนรมิตมหานครใหญ่สุดในโลก
เผยจีนวางแผนสร้าง มหานครใหญ่สุดของโลก รองรับประชากร 42 ล้านคน ทุ่มงบ 9 ล้านล้านบาท เนรมิตให้เสร็จภายใน 6 ปี
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวว่า ประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชียอย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังมีแผนจะสร้างมหานครใหญ่ที่สุด ในโลก ประกอบไปด้วย 9 เมืองรวมกัน ได้แก่ โฟซา, ดองกวน, ซูไฮ่, เจียงหมิน, ฮุ่ยโจว และจ้าวจิ้ง ครอบคลุมพื้นที่ 16,000 ตารางไมล์ หรือใหญ่กว่าราชอาณาจักรเวลส์ถึง 2 เท่า โดยเมืองหลวงแห่งนี้ มีแผนจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 ปี
สำหรับการเนรมิตมหานครดังกล่าว จีนทุ่มงบประมาณ 190,000 ล้านปอนด์ หรือราว 9 ล้านล้านบาท โดยจะมีการสร้างระบบสาธารณูปโภคระดับใหญ่โต 150 แห่ง ทั้งด้านพลังงาน, น้ำประปา เครือข่ายโทรคมนาคม โรงพยาบาล รวมถึงโรงเรียนหลาย ๆ แห่งด้วย
ขณะที่ด้านการขนส่ง การเดินทางระหว่างศูนย์กลางของเมืองต่าง ๆ ในมหานครแห่งนี้ จะสะดวกสบายด้วยรถไฟ 29 เส้นทาง มีความยาว 3,100 ไมล์ ใช้ระยะเวลาราว 1 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนี้ จะมีการสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างนครหลวงแห่งนี้กับฮ่องกงด้วย
ที่มา http://hilight.kapook.com/view/55617
วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554
เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา เว็บไซต์เดลิเมล์ ของอังกฤษ รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์เผยโลกอาจจะเกิดปรากฎการณ์พระอาทิตย์สองดวงขึ้นในเร็ว ๆ นี้ หลังจากมีการตรวจสอบพบว่า ดาวบีเทลจุสกำลังจะระเบิด ซึ่งทำให้ชาวโลกได้เห็นแสงของมันสว่างเท่ากับดวงอาทิตย์ กินเวลานานประมาณ 1-2 สัปดาห์
โดย แบรด คาร์เตอร์ อาจารย์ฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยเซาเธิร์น ควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมาว่า ดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) ดาวซูเปอร์ยักษ์แดงนอกระบบสุริยะที่มีขนาดเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ 1.6 พันล้านดวง อยู่ห่างจากโลกไปกว่า 640 ปีแสง กำลังจะหมดอายุขัยและเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ หรือ "ซูเปอร์โนวา" ขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยการระเบิดของบีเทลจุสนี้ จะทำให้ชาวโลกได้เห็นแสงสว่างของมันใหญ่เท่ากับดวงอาทิตย์อยู่บนฟ้า และเปล่งแสงสว่างจ้าทั้งยามกลางวันและกลางคืน เป็นเวลายาวนานกว่า 1-2 สัปดาห์ ก่อนจะค่อย ๆ หรี่แสงและดับลงในที่สุด โดยกินเวลาอยู่อีกหลายเดือนกว่าจะดับลง แต่ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ กับโลก นอกจากการมองเห็นแสงสว่าง เป็นดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 เท่านั้น
แบรด คาร์เตอร์ เปิดเผยอีกว่า การระเบิดครั้งใหญ่ของมันครั้งนี้ ถือว่าเป็นซูเปอร์โนวาครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่กำเนิดโลกมาเลยทีเดียว เพราะมันเป็นดาวยักษ์ใหญ่แดงที่มีขนาดใหญ่มาก และเปล่งแสงมากกว่าดวงอาทิตย์กว่าแสนเท่า ดังนั้น เมื่อมีการระเบิดอย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้แสงสว่างจากการระเบิดของมันเปล่งไปถึงระบบสุริยะอื่นที่อยู่ห่างออกไปเป็นพันปีแสงได้
ภาพแสดงขนาดดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) กับดวงอาทิตย์ (ลูกศรชี้)
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ได้มีการคาดคะเนจากนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน เกี่ยวกับการเกิดซูเปอร์โนวาของดาวบีเทลจุสนี้ แต่ไม่สามารถระบุได้แน่นอนว่าซูเปอร์โนวาครั้งใหญ่ที่สุดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด อาจในเร็ว ๆ นี้ หรือคลาดเคลื่อนไปจากการคาดคะเนกว่าพันปี ล้านปี ไม่มีใครรู้ แต่จากการสังเกตจากนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ พบว่า จากภาพที่เห็นบนโลกในขณะนี้ ดาวบีเทลจุสใกล้จะสิ้นอายุขัยเต็มที และอาจเป็นไปได้ว่า ดาวบีเทลจุสอาจจะระเบิดไปหลายร้อยปีแล้ว แต่แสงที่เกิดจากการระเบิดนั้นยังไม่เดินทางมายังโลกเท่านั้น และหากมันระเบิดขึ้นและแสงของมันเดินทางมาถึงโลกเมื่อไร ก็จะกลายเป็นปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ดาวบีเทลจุส เป็นดาวซูเปอร์ยักษ์แดงที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทุกค่ำคืน มีแสงสว่างเป็นลำดับที่ 9 บนฟ้า และเป็นดาวที่สว่างเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มดาวนายพราน เปล่งแสงสว่างไม่คงที่ในแต่ละปี โดยจะค่อย ๆ สว่างมากที่สุดและจางลงเรื่อย ๆ ก่อนกลับมาสว่างจ้าอีกครั้งทุก ๆ 5.8 ปี
ส่วนอายุของดาวบีเทลจุสนั้น นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่ามันน่าจะมีอายุประมาณ 10 ล้านปีเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงอายุที่ใกล้จะถึงจุดจบของมันเต็มที เพราะโดยปกติแล้วดาวดวงใหญ่ ๆ นี้จะมีอายุขัยสั้นกว่าดาวดวงเล็ก ๆ มาก เนื่องจากเป็นดาวขนาดมหึมาที่มีมวลมาก สว่างมาก และมีอุณหภูมิสูงมาก จึงมีการใช้พลังงานมากกว่าและไฮโดรเจนภายในก็จะหมดไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อมันเกิดการระเบิด แรงระเบิดของมันจะขับไล่ดวงดาวและวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ให้กระเด็นออกไปด้วยความเร็วแสง เกิดคลื่นกระแทกระหว่างดาวอย่างรุนแรง ซึ่งการแพร่กระจายของคลื่นกระแทกจากการระเบิดนี้ สามารถทำให้เกิดดวงดาวน้อยใหญ่ดวงใหม่ ๆ ได้อีกมากมายเลยทีเดียว
ที่มา http://hilight.kapook.com/view/55533
โดย แบรด คาร์เตอร์ อาจารย์ฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยเซาเธิร์น ควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมาว่า ดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) ดาวซูเปอร์ยักษ์แดงนอกระบบสุริยะที่มีขนาดเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ 1.6 พันล้านดวง อยู่ห่างจากโลกไปกว่า 640 ปีแสง กำลังจะหมดอายุขัยและเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ หรือ "ซูเปอร์โนวา" ขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยการระเบิดของบีเทลจุสนี้ จะทำให้ชาวโลกได้เห็นแสงสว่างของมันใหญ่เท่ากับดวงอาทิตย์อยู่บนฟ้า และเปล่งแสงสว่างจ้าทั้งยามกลางวันและกลางคืน เป็นเวลายาวนานกว่า 1-2 สัปดาห์ ก่อนจะค่อย ๆ หรี่แสงและดับลงในที่สุด โดยกินเวลาอยู่อีกหลายเดือนกว่าจะดับลง แต่ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ กับโลก นอกจากการมองเห็นแสงสว่าง เป็นดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 เท่านั้น
แบรด คาร์เตอร์ เปิดเผยอีกว่า การระเบิดครั้งใหญ่ของมันครั้งนี้ ถือว่าเป็นซูเปอร์โนวาครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่กำเนิดโลกมาเลยทีเดียว เพราะมันเป็นดาวยักษ์ใหญ่แดงที่มีขนาดใหญ่มาก และเปล่งแสงมากกว่าดวงอาทิตย์กว่าแสนเท่า ดังนั้น เมื่อมีการระเบิดอย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้แสงสว่างจากการระเบิดของมันเปล่งไปถึงระบบสุริยะอื่นที่อยู่ห่างออกไปเป็นพันปีแสงได้
ภาพแสดงขนาดดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) กับดวงอาทิตย์ (ลูกศรชี้)
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ได้มีการคาดคะเนจากนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน เกี่ยวกับการเกิดซูเปอร์โนวาของดาวบีเทลจุสนี้ แต่ไม่สามารถระบุได้แน่นอนว่าซูเปอร์โนวาครั้งใหญ่ที่สุดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด อาจในเร็ว ๆ นี้ หรือคลาดเคลื่อนไปจากการคาดคะเนกว่าพันปี ล้านปี ไม่มีใครรู้ แต่จากการสังเกตจากนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ พบว่า จากภาพที่เห็นบนโลกในขณะนี้ ดาวบีเทลจุสใกล้จะสิ้นอายุขัยเต็มที และอาจเป็นไปได้ว่า ดาวบีเทลจุสอาจจะระเบิดไปหลายร้อยปีแล้ว แต่แสงที่เกิดจากการระเบิดนั้นยังไม่เดินทางมายังโลกเท่านั้น และหากมันระเบิดขึ้นและแสงของมันเดินทางมาถึงโลกเมื่อไร ก็จะกลายเป็นปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ดาวบีเทลจุส เป็นดาวซูเปอร์ยักษ์แดงที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทุกค่ำคืน มีแสงสว่างเป็นลำดับที่ 9 บนฟ้า และเป็นดาวที่สว่างเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มดาวนายพราน เปล่งแสงสว่างไม่คงที่ในแต่ละปี โดยจะค่อย ๆ สว่างมากที่สุดและจางลงเรื่อย ๆ ก่อนกลับมาสว่างจ้าอีกครั้งทุก ๆ 5.8 ปี
ส่วนอายุของดาวบีเทลจุสนั้น นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่ามันน่าจะมีอายุประมาณ 10 ล้านปีเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงอายุที่ใกล้จะถึงจุดจบของมันเต็มที เพราะโดยปกติแล้วดาวดวงใหญ่ ๆ นี้จะมีอายุขัยสั้นกว่าดาวดวงเล็ก ๆ มาก เนื่องจากเป็นดาวขนาดมหึมาที่มีมวลมาก สว่างมาก และมีอุณหภูมิสูงมาก จึงมีการใช้พลังงานมากกว่าและไฮโดรเจนภายในก็จะหมดไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อมันเกิดการระเบิด แรงระเบิดของมันจะขับไล่ดวงดาวและวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ให้กระเด็นออกไปด้วยความเร็วแสง เกิดคลื่นกระแทกระหว่างดาวอย่างรุนแรง ซึ่งการแพร่กระจายของคลื่นกระแทกจากการระเบิดนี้ สามารถทำให้เกิดดวงดาวน้อยใหญ่ดวงใหม่ ๆ ได้อีกมากมายเลยทีเดียว
ที่มา http://hilight.kapook.com/view/55533
วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554
พม่า เผชิญอากาศหนาวเย็น หิมะตกหนัก-บ้านพัง
เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดปรากฎการณ์หิมะตกอย่างหนักทางตอนเหนือของพม่า จนทำให้บ้านเรือนประชาชนพังเสียหาย สร้างความประหลาดใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก
โดยปรากฎการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา บริเวณหมู่บ้านปันวา รัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของพม่าซึ่งเป็นชายแดนประเทศพม่า-จีน หิมะได้ตกลงมาอย่างหนัก จนทำให้บ้านเรือนประชาชนพังเสียหาย ประชาชนไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ต้องปิดการสัญจรผ่านเป็นเวลาหลายวัน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ขณะที่เมืองชีพวยที่อยู่ติดกัน ก็เผชิญกับหิมะตกหนักไม่ต่างกัน ทำให้การสัญจรเป็นไปอย่างยากลำบาก ซึ่งประชาชนต่างรู้สึกประหลาดใจกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่เคยมีอากาศเย็นและหิมะตกหนักเช่นนี้มาก่อน
ส่วนที่เมืองบาเมาที่อยู่ถัดไปก็ไม่ต่างกัน สภาพอากาศมีอุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนมีรายงานว่า มีผู้สูงอายุในหมู่บ้านเกิดอาการช็อกจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ทุน ลวิน อดีตผู้อำนวยการกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาในย่างกุ้ง ได้เปิดเผยว่า สภาพอากาศในประเทศพม่าจะมีอุณหภูมิลดต่ำลงในช่วงเดือนมกราคม ถึงมีนาคม โดยมีสาเหตุมาจากกระแสลมที่พัดผ่านหลายพื้นที่ จึงอาจต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็นเป็นช่วง ๆ ตลอดช่วง 3 เดือนนี้ และมีหิมะตกในบริเวณภูเขาและพื้นที่สูงในประเทศพม่า
ทั้งนี้ ในขณะนี้หลายรัฐในพม่า ได้เผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็นมาตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยในรัฐคะฉิ่น ที่กำลังเผชิญกับหิมะตกในขณะนี้ สภาพอากาศมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 3-4 องศาเซลเซียส ขณะที่หลายเมืองในรัฐชิน ทางตะวันตกของพม่า และรัฐฉาน ทางตอนใต้ของพม่า ก็เผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น และมีอุณหภูมิติดลบในตอนกลางคืน
ที่มา http://hilight.kapook.com/view/55452
หวั่น กทม.จมบาดาล นักวิชาการแนะย้ายเมืองหลวง
เรื่อง "ย้ายเมืองหลวง" เป็นประเด็นที่คนพูดกันมานานมากแล้ว ย้อนไปตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่เคยมีแนวคิดย้ายเมืองหลวงไปจังหวัดเพชรบูรณ์ จากนั้นสมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก็เคยมีแนวคิดจะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เขาตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา เรื่อยมาจนถึงยุคหลัง ๆ แนวคิดการย้ายเมืองหลวงไปที่จังหวัดนครปฐม นครนายก ก็ผุดขึ้นมาเป็นประเด็นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เพียงแค่เป็นประเด็นชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้มีการดำเนินการหรืออะไรสืบเนื่องต่อจากนั้น
ล่าสุด ประเด็นย้ายเมืองหลวงก็ยังถูกพูดถึงกันอยู่ หลังจากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยเจออุทกภัยครั้งใหญ่ แถมยังมีนักวิชาการออกมาเตือนภัยอยู่เนือง ๆ ว่า ในอนาคตอีกไม่กี่สิบยี่สิบปีข้างหน้า แผ่นดินจะยิ่งทรุดลง น้ำทะเลจะยิ่งกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น ที่สำคัญ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ยังออกมาระบุด้วยว่า กรุงเทพฯ คือพื้นที่เสี่ยงที่จะจมอยู่ใต้น้ำในอนาคต จึงควรพิจารณาเรื่องการย้ายเมืองหลวงอีกครั้ง ซึ่งจุดที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็น "โซนอีสานใต้"
ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ ศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ก็มีความเห็นไม่แตกต่างกัน โดยมองว่า กรุงเทพฯ เป็นที่ราบลุ่มต่ำ และพื้นดินยังทรุดลงปีละ 2-4 เซนติเมตร หากปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไร อีก 20 ปี กรุงเทพฯ ต้องเจอน้ำท่วมเหมือนอยู่ใต้ทะเล จึงแนะนำว่า ควรจะย้ายภาคส่วนกิจกรรมที่้เป็นศูนย์กลาง เช่น ศูนย์ราชการ ภาคบริการ อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ ไปยังจังหวัดฝั่งตะวันออกแทน เพราะตอนนี้กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยความแออัด
สอดคล้องกับ ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย ที่เห็นควรว่า จำเป็นต้องย้ายความเจริญของกรุงเทพฯ ด้านต่าง ๆ กระจายไปหัวเมืองอื่น เช่น นครราชสีมา สระบุรี สุพรรณบุรี เพราะยิ่งนานวันการแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ จะยิ่งลำบากขึ้น เพราะระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แต่แผ่นดินทรุดลง แม้แต่การระบายน้ำฝนที่ตกในกรุงเทพฯ ออกสู่ทะเลก็ยังยากขึ้นตามไปด้วย
ขณะที่ น.ส.อัญชลี ปัทมาสวรรค์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพฯ กล่าวว่า ทางสำนักผังเมืองกรุงเทพฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม เพราะขณะนี้สำนักผังเมืองกรุงเทพฯ กำลังรวบรวมจัดทำผังเมืองรวมฉบับใหม่ โดยวางแผนการป้องกัน และรับมือน้ำท่วมไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเพิ่มพื้นทีรับน้ำก่อนจะเข้าสู่กรุงเทพฯ เพิ่มเติม เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่รุนแรงในอนาคต
ที่มา http://hilight.kapook.com/view/55429
ล่าสุด ประเด็นย้ายเมืองหลวงก็ยังถูกพูดถึงกันอยู่ หลังจากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยเจออุทกภัยครั้งใหญ่ แถมยังมีนักวิชาการออกมาเตือนภัยอยู่เนือง ๆ ว่า ในอนาคตอีกไม่กี่สิบยี่สิบปีข้างหน้า แผ่นดินจะยิ่งทรุดลง น้ำทะเลจะยิ่งกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น ที่สำคัญ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ยังออกมาระบุด้วยว่า กรุงเทพฯ คือพื้นที่เสี่ยงที่จะจมอยู่ใต้น้ำในอนาคต จึงควรพิจารณาเรื่องการย้ายเมืองหลวงอีกครั้ง ซึ่งจุดที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็น "โซนอีสานใต้"
ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ ศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ก็มีความเห็นไม่แตกต่างกัน โดยมองว่า กรุงเทพฯ เป็นที่ราบลุ่มต่ำ และพื้นดินยังทรุดลงปีละ 2-4 เซนติเมตร หากปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไร อีก 20 ปี กรุงเทพฯ ต้องเจอน้ำท่วมเหมือนอยู่ใต้ทะเล จึงแนะนำว่า ควรจะย้ายภาคส่วนกิจกรรมที่้เป็นศูนย์กลาง เช่น ศูนย์ราชการ ภาคบริการ อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ ไปยังจังหวัดฝั่งตะวันออกแทน เพราะตอนนี้กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยความแออัด
สอดคล้องกับ ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย ที่เห็นควรว่า จำเป็นต้องย้ายความเจริญของกรุงเทพฯ ด้านต่าง ๆ กระจายไปหัวเมืองอื่น เช่น นครราชสีมา สระบุรี สุพรรณบุรี เพราะยิ่งนานวันการแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ จะยิ่งลำบากขึ้น เพราะระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แต่แผ่นดินทรุดลง แม้แต่การระบายน้ำฝนที่ตกในกรุงเทพฯ ออกสู่ทะเลก็ยังยากขึ้นตามไปด้วย
ขณะที่ น.ส.อัญชลี ปัทมาสวรรค์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพฯ กล่าวว่า ทางสำนักผังเมืองกรุงเทพฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม เพราะขณะนี้สำนักผังเมืองกรุงเทพฯ กำลังรวบรวมจัดทำผังเมืองรวมฉบับใหม่ โดยวางแผนการป้องกัน และรับมือน้ำท่วมไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเพิ่มพื้นทีรับน้ำก่อนจะเข้าสู่กรุงเทพฯ เพิ่มเติม เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่รุนแรงในอนาคต
ที่มา http://hilight.kapook.com/view/55429
วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554
ลำปางหนาวสุดในรอบ 5 ปี - เชียงราย ฝนตก 1 - 2 วันนี้
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เกาะติดภูมิภาคทั่วประเทศไทย ประจำวันที่ 17 มกราคม กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนทั่วประเทศ อุณหภูมิลดลง 1 - 2 องศาเซลเซียส เนื่องด้วยความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนได้แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกมีอุณหภูมิลดลง ส่งผลให้พื้นที่ส่วนใหญ่มีอากาศหนาวเย็น มีลมแรงและมีอากาศหนาวจัดในบางพื้นที่ โดยอุณหภูมิพื้นราบต่ำสุดอยู่ระดับ 13 - 16 องศาเซลเซียส ส่วนยอดดอยอากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 0 - 7 องศาเซลเซียส ส่งผลให้หมู่บ้านชาวเขาบางแห่งก็เกิดสภาพอากาศที่หนาวจัดเคยเกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส โดยคาดว่าอุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียสในช่วงวันที่ 20 – 23 มกราคมนี้
สถานการณ์ภัยหนาวในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย ล่าสุด วันที่ 17 มกราคม 2554
พื้นที่ในภาคเหนือ
จังหวัดเชียงราย
สภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ยังคงมีอากาศหนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ทางสถานีอุตุนิยมวิทยา จังหวัดเชียงราย ได้รายงานการตรวจวัดอุณภูมิต่ำสุด ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย วัดได้ 15.5 องศาเซลเซียส โดยลดลงจากวันนี้ (16 มกราคม) อีก 1 องศาเซลเซียส ทำให้นอกจากจังหวัดเชียงราย จะมีอากาศหนาวเย็นลงอีกครั้งแล้วยังส่งผลให้อีกหลายจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกัน มีอุณหภูมิที่ลดต่ำลงด้วย ซึ่งจากสภาพอากาศดังกล่าว จะทำให้จังหวัดเชียงรายมีอากศหนาวเย็นลงต่อไปอีกตลอดสัปดาห์ จึงขอเตือนประชาชนที่อยู่ตามยอดดอยให้ระวังเรื่องของสภาพอากาศที่ลดลง และเตรียมเครื่องนุ่งห่มให้พร้อมอยู่เสมอ ทั้งยังคาดว่าภายใน 1 - 2 วันนี้ จะมีฝนตกลงมาด้วย
จังหวัดเพชรบูรณ์
ในเขตจังหวัดเพชรบรูณ์ ขณะนี้ได้เกิดอากาศหนาวเย็นขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ในช่วงเวลากลางคืน มีอุณหภูมิอยู่ที่ 9 - 12 องศาเซลเซียส ส่วนเวลากลางวันอุณหภูมิเฉลี่ย 16 - 18 องศาเซลเซียส ทำให้ประชาชนหลายพื้นที่ต้องออกมาก่อกองไฟ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย
จังหวัดลำปาง
ขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ทั้ง 13 อำเภอ ได้ประสบปัญหาจากภัยหนาวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวัดอุณหภูมิจากบริเวณพื้นราบได้ 24 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยในเขตพื้นที่อำเภอแม่เมาะนั้น อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 7 - 9 องศาเซลเซียส ส่งให้ประชาชนในหลายพื้นที่ ต้องเผชิญความหนาวเย็นที่สุด ในรอบ 5 ปี ทั้งยังคาดว่าอุณหภูมิจะยังลดต่ำลงอีก และปีนี้จังหวัดลำปางจะมีอากาศหนาวยาวนานกว่าทุกปีด้วย
พื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัดกาฬสินธุ์
สภาพอากาศในขณะนี้ อุณหภูมิยังคงลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ราบ ในช่วงกลางวันอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 12 องศาเซลเซียส แต่บริเวณผาเสวย ตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ อุณหภูมิลดเหลือ 3 องศา ส่งผลให้เกิดหมอกหนา ทำให้ประชาชนที่สัญจรผ่านเทือกเขาภูพาน จากจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดสกลนคร ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ อุณหภูมิที่ลดลงยังก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้มีผู้ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น
จังหวัดขอนแก่น
จังหวัดขอนแก่นได้ประกาศให้ทั้ง 26 อำเภอ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติภัยหนาวแล้ว ส่งผลให้ชาวบ้านที่บ้านขามเจริญ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ต้องหาฟืนมาก่อไฟผิงให้ความอบอุ่นก่อนเข้านอน ทั้งคาดว่า ในบางพื้นที่จะมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอภูผาม่าน อำเภอโคกโพธิ์ไชย อำเภอภูเวียง และอำเภอหนองนาคำ
จังหวัดชัยภูมิ
สภาพอากาศหนาวในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ มีอุณหภูมิต่ำประมาณ 15 - 18 องศาเซลเซียส ประกอบกับที่อุณหภูมิลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประกาศให้ทั้ง 16 อำเภอ เป็นพื้นที่ประสบภัยหนาว และด้วยปีนี้อากาศหนาวเย็นในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิมาเร็วกว่าหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เตรียมเครื่องกันหนาวไม่ทัน จึงต้องหาฟืนมาก่อไฟผิงเพื่อคลายหนาว
จังหวัดมุกดาหาร
ด้วยสภาพอากาศในพื้นที่ที่อุณหภูมิยังลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่พักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากในช่วง 2 - 3 วันที่ผ่านมานอกจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นแล้ว ยังมีลมพัดแรงมาจากแม่น้ำโขง จึงเพิ่มความหนาวเย็นขึ้นไปอีก ทำให้หลายครอบครัวต้องก่อไฟในเตา แล้วเอาเข้าไปนั่งพิงอยู่ภายในบ้านกันตลอดทั้งวัน ซึ่งชาวบ้านบอกว่า ในปีนี้อากาศหนาวทั้งหนาวต่อเนื่อง และมีลมพัดแรงกว่าทุก ๆ ปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก เด็ก และคนชรา ก็เจ็บป่วยกันเป็นจำนวนมาก
จังหวัดอุบลราชธานี
ด้วยสภาพอากาศในพื้นที่มีอุณหภูมิต่ำสุด 10 องศาเซลเซียส ทำให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประกาศให้ทั้ง 25 อำเภอ ในจังหวัดอุบลราชธานี เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติภัยหนาว ทั้งได้ประกาศเตือนประชาชนที่ใช้วิธีก่อไฟผิงไล่อากาศหนาวเย็นให้ระมัดระวังการเกิดอัคคีภัย ที่พักอาศัย และร่างกาย โดยจากสถิติช่วงที่มีอากาศหนาว จะมีอัคคีภัยเพิ่มขึ้น จากช่วงปกติถึง 2 เท่า และตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม มีอัคคีภัยเกิดขึ้นในจังหวัดแล้ว 3 ราย ส่วนคนชราและเด็กให้ระมัดระวังไฟลวกตามร่างกาย จากการก่อไฟผิงไล่ลมหนาวไว้ด้วย สำหรับสภาพอากาศในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 10 - 17 องศาเซลเซียส ส่งผลให้มีอากาศหนาวไปจนถึงปลายสัปดาห์
[17 มกราคม]อากาศเย็นลง ทั่วทุกภูมิภาค กทม.ลดต่ำ 20 องศา
อากาศจะหนาวเย็นลงอีกทุกภาค เหนือ อีสาน มีน้ำค้างแข็งเกลื่อนตามยอดดอย ส่วน กทม.คนกรุงได้สัมผัสลมยะเยือกอีกหลายวัน
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายลักษณะอากาศตั้งแต่ช่วงนี้ถึงวันที่ 19 มกราคมว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงระลอกใหม่จากประเทศจีน แผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีอุณหภูมิลดลง มีลมแรงและอากาศหนาวเย็นต่อไปอีก ในขณะที่คลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือตอนบน ทำให้มีฝนตกในระยะแรก จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศา โดยที่ในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค.54 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น และ คลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างจะมีกำลังแรงขึ้น ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร
ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค. ชาวเรือในอ่าวไทยควรระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือไว้ด้วย
ภาคเหนือ
อากาศหนาวทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 14-15 องศา ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-18 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-6 องศา ส่วนในช่วงวันที่ 16-19 ม.ค. มีฝนเป็นแห่ง ๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 20-40 ของพื้นที่ตอนบนของภาคในระยะแรก จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศา และมีน้ำค้างแข็งบางแห่ง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ในช่วงวันที่ 15 และ 19-21 ม.ค. อากาศหนาวทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 11-15 องศา ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-17 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศา ส่วนในช่วงวันที่ 16-18 ม.ค. อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศา และมีลมแรง
ภาคกลาง
ในช่วงวันที่ 15 และ 20-21 ม.ค. อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศา ส่วนในช่วงวันที่ 16-19 ม.ค. อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศา และมีลมแรง ลมตะวันออกเฉียงเหนือความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ภาคตะวันออก
ในช่วงวันที่ 15 และ 20-21 ม.ค. อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศา ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 16-19 ม.ค. อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศา และมีลมแรง
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)
ในช่วงวันที่ 15-16 ม.ค. อากาศเย็นทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ทางตอนล่างของภาค ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง อ่าวไทยตอนบนคลื่นสูง 1-2 เมตร อ่าวไทยตอนล่างคลื่นสูง 2-3 เมตร
ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)
อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศา และมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ตลอดช่วง ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ในช่วงวันที่ 15 และ 20-21 ม.ค. อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา ส่วนในช่วงวันที่ 16-19 ม.ค. อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา และมีลมแรง
วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554
ชี้ปี 53 โลกร้อน เป็นประวัติการณ์
เผยปีที่แล้วโลกมีอากาศร้อนที่สุด นับตั้งแต่เริ่มวัดสภาพอากาศในปี 2423 นักวิทยาศาสตร์ชี้ตั้งแต่ปี 2543 ทำสถิติปีที่ร้อนที่สุดมาตลอด บ่งถึงวิกฤติโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ศูนย์ข้อมูลภูมิอากาศของสถาบันวิจัยสภาพอากาศและมหาสมุทรสหรัฐชี้ว่า อุณหภูมิโลกในปี 2553 สูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยปกติของศตวรรษที่ 20 ถึง 0.62 องศาเซลเซียส เท่ากับสถิติสูงที่สุดในปี 2548 หลายประเทศทั่วโลกเผชิญผลกระทบโลกร้อน เช่น รัสเซียและปากีสถาน ต่างประสบอุทกภัยใหญ่และภัยแล้งที่ทำลายผลผลิตการเกษตรไปมหาศาล สร้างความหวั่นเกรงว่า จะเกิดภาวะอาหารขาดแคลนจนเกิดจลาจลเหมือนที่เคยมีมาในปี 2551
เดวิด อิสเตอร์ลิง ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลภูมิอากาศสหรัฐกล่าวว่า แม้จะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าภัยพิบัติต่าง ๆ มีสาเหตุโดยตรงจากภาวะโลกร้อน แต่อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นก็มีส่วนทำให้เกิดสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เขายังชี้ว่า อุณหภูมิตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ทำสถิติอุณหภูมิโลกสูงที่สุด 15 อันดับ และปีที่แล้วถือเป็นปีที่มีความชื้นในอากาศสูงที่สุด ก่อให้เกิดอุทกภัยในหลาย ๆ ประเทศ
รายงานฉบับนี้ไม่ได้คาดการณ์สภาพอากาศในอนาคต แต่ทางคณะผู้วิจัยสภาวะอากาศของยูเอ็นเตือนว่า ปีนี้ยังอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศรุนแรงอีก ส่วนเจมส์ ฮันเซน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยอวกาศก๊อดดาร์ดของนาซา ออกมาย้ำว่า หากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ลดลง สถิติโลกร้อนปี 2553 จะถูกทำลายอย่างแน่นอน
ในระหว่างที่อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น มนุษย์ก็ยังไม่มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีการเจรจาแก้ไขโลกร้อนซึ่งจัดโดยยูเอ็นที่เมืองแคนคูนในปีที่แล้ว โดยได้ตั้งเป้าลดอุณหภูมิโลกลงจากค่าเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส ทว่าการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศใหญ่ ที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกอย่างสหรัฐและจีน
นิตยสารวิชาการทางภูมิศาสตร์รายงานผลวิจัยว่า อากาศหนาวจัดปลายปีที่แล้วก็มีสาเหตุมาจากสภาวะโลกร้อนเช่นกัน เนื่องจากเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลายจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ก็จะนำพาเอาลมหนาวเคลื่อนลงมาทางใต้ ทำให้เกิดสภาวะอากาศหนาวจัดในยุโรปและสหรัฐปีที่แล้ว
วลาดิเมีย เปตูกอฟ ประธานคณะวิจัยจากสถาบันศึกษาผลกระทบทางอากาศพ็อตสดัมของเยอรมนี กล่าวว่า "สภาวะอากาศหนาวรุนแรงเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนไม่ได้คาดคิด การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอากาศหนาวจัดในยุโรป และเอเชียเหนือขึ้นถึง 3 เท่า" อีกทั้งชี้ว่า อากาศหนาวจัดในปีที่แล้ว ไม่ได้ขัดแย้งกับปรากฏการณ์โลกร้อน แต่เป็นส่วนหนึ่งของผลกระทบโลกร้อนทั้งหมดในภาพรวม
ที่มา http://hilight.kapook.com/view/55243
วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554
Touchbook เพิ่มความสะดวกซื้อขายหนังสือออนไลน์
นิสิตวิศวฯ มก.สร้างผลงาน Touchbook เพิ่มความสะดวกให้ระบบซื้อขายหนังสือออนไลน์ ทั้ง e-book แมกกาซีนอิเล็กทรอนิกส์ หนังสือเสียงและข่าวออนไลน์
นิสิต ทีม First Class คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวด Acer Intel e-Publishing Business Model Contest ออกแบบประยุกต์สำหรับธุรกิจสิ่งพิมพ์ดิจิทัล ในทุกขั้นตอน ได้รับรางวัลทุนการศึกษา 30,000 บาท Notebook Acer 1 เครื่อง พร้อมศึกษาดูงานต่างประเทศ ซึ่งบริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดโดยมีผู้เข้าร่วมประกวดกว่า 10 ทีม จาก 8 มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2553 ณ Veranda Resort and Spa จังหวัดเพชรบุรี นิสิตทีม First Class ประกอบด้วย นายวิทยา อัศวเสถียร นายวรทย์ ทองบัณฑิต และนายจิรศักดิ์ เล็กไม่น้อย นิสิตชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยมี รศ.ดร.กฤษณะ ไวยมัย เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาทีม โดยผลงานที่ได้รางวัลมีชื่อว่า Touchbook ซึ่งมาจาก touch (innovation) และ book (content) คือระบบการซื้อขาย digital content ที่รองรับ content ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) แมกกาซีนอิเล็กทรอนิกส์ (e-magazine) หนังสือเสียง (audio book) ข่าวออนไลน์ เป็นต้น
มีระบบพิมพ์ (e-Publishing) รองรับ ไม่ว่าจะเป็นการอัพโหลดสินค้า การป้องกันข้อมูล ระบบการซื้อ-ขาย ระบบสมาชิก ระบบรายงานยอดขาย และการทำเทคโนโลยีต่อยอดทางธุรกิจ (Business Inteligence) สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์การอ่านอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ ทั้งคอมพิวเตอร์ iPad หรือโทรศัพท์มือถือ ทั้งการอ่านออนไลน์บนเว็บเพจ อ่านออฟไลน์ในเครื่องหรือแม้แต่แอบพลิเคชั่นบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ ผลงาน Touchbook ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มีจุดเด่นที่สามารถเอาชนะผู้ร่วมแข่งขันได้โดยการนำ Social Network กับ Business Intelligence เข้ามาในระบบเพื่อเพิ่มยอดขายนั่นเอง นายวิทยา อัศวเสถียร หัวหน้าทีม กล่าวว่า โครงการนี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดให้กับระบบการพิมพ์ยุคใหม่ได้ ซึ่งนอกจากจะให้ความสะดวกสบายในการพกพา ซื้อขาย รวมทั้งจัดเก็บช่องทางการขายใหม่ ๆ ได้สะดวกรวดเร็วแล้วที่สำคัญคือเป็นการช่วยลดการใช้กระดาษและยังช่วยเพิ่มยอดขายให้สินค้า ได้อีกด้วย
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/technology/20101215/367548/Touchbook-เพิ่มความสะดวกซื้อขายหนังสือออนไลน์.html
นิสิต ทีม First Class คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวด Acer Intel e-Publishing Business Model Contest ออกแบบประยุกต์สำหรับธุรกิจสิ่งพิมพ์ดิจิทัล ในทุกขั้นตอน ได้รับรางวัลทุนการศึกษา 30,000 บาท Notebook Acer 1 เครื่อง พร้อมศึกษาดูงานต่างประเทศ ซึ่งบริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดโดยมีผู้เข้าร่วมประกวดกว่า 10 ทีม จาก 8 มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2553 ณ Veranda Resort and Spa จังหวัดเพชรบุรี นิสิตทีม First Class ประกอบด้วย นายวิทยา อัศวเสถียร นายวรทย์ ทองบัณฑิต และนายจิรศักดิ์ เล็กไม่น้อย นิสิตชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยมี รศ.ดร.กฤษณะ ไวยมัย เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาทีม โดยผลงานที่ได้รางวัลมีชื่อว่า Touchbook ซึ่งมาจาก touch (innovation) และ book (content) คือระบบการซื้อขาย digital content ที่รองรับ content ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) แมกกาซีนอิเล็กทรอนิกส์ (e-magazine) หนังสือเสียง (audio book) ข่าวออนไลน์ เป็นต้น
มีระบบพิมพ์ (e-Publishing) รองรับ ไม่ว่าจะเป็นการอัพโหลดสินค้า การป้องกันข้อมูล ระบบการซื้อ-ขาย ระบบสมาชิก ระบบรายงานยอดขาย และการทำเทคโนโลยีต่อยอดทางธุรกิจ (Business Inteligence) สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์การอ่านอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ ทั้งคอมพิวเตอร์ iPad หรือโทรศัพท์มือถือ ทั้งการอ่านออนไลน์บนเว็บเพจ อ่านออฟไลน์ในเครื่องหรือแม้แต่แอบพลิเคชั่นบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ ผลงาน Touchbook ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มีจุดเด่นที่สามารถเอาชนะผู้ร่วมแข่งขันได้โดยการนำ Social Network กับ Business Intelligence เข้ามาในระบบเพื่อเพิ่มยอดขายนั่นเอง นายวิทยา อัศวเสถียร หัวหน้าทีม กล่าวว่า โครงการนี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดให้กับระบบการพิมพ์ยุคใหม่ได้ ซึ่งนอกจากจะให้ความสะดวกสบายในการพกพา ซื้อขาย รวมทั้งจัดเก็บช่องทางการขายใหม่ ๆ ได้สะดวกรวดเร็วแล้วที่สำคัญคือเป็นการช่วยลดการใช้กระดาษและยังช่วยเพิ่มยอดขายให้สินค้า ได้อีกด้วย
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/technology/20101215/367548/Touchbook-เพิ่มความสะดวกซื้อขายหนังสือออนไลน์.html
วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554
แนะนำบทความดีๆเกี่ยวกับการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จะเลือกอย่างไีรให้ถูกใจและคุ้มค่ามากที่สุด
ฉบับนี้ยังเป็นการเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่เช่นเดิม อย่าเพิ่งเบื่อนะครับเพราะว่าในฉบับนี้จะแนะนำวิธีการเลือกซื้อโน้ตบุค เนื่องจากเมื่อเดือนที่ผ่านมานั้นผู้เขียนตัดสินใจซื้อโน้ตบุคมาใช้หนึ่ง เครื่อง ด้วยความจำเป็นที่ต้องเดินทางอยู่บ่อยๆ ทำให้ใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ทอปไม่สะดวก แต่กว่าที่จะตัดสินใจซื้อโน้ตบุคได้นั้นก็ต้องไปหาข้อมูลและสอบถามผู้รู้ใน เรื่องนี้มากพอสมควร ซึ่งก็ได้ข้อมูลมามากพอสมควรที่จะแนะนำให้สมาชิกที่สนใจคอมพิวเตอร์โน้ตบุค
โน้ตบุคคอมพิวเตอร์ก็เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในประเภทของอุปกรณ์ที่อิน เทรนด์ ท่านลองนึกภาพที่เวลามีคนเดินเข้ามาแล้วเปิดโน้ตบุควางบนตัก แล้วเริ่มลงมือทำงาน ทุกคนก็จะจ้องกันเป็นตาเดียวด้วยความรู้สึกที่เท่ สมาร์ต ดูเป็นมืออาชีพ และบางคนซื้อโน้ตบุคก็ด้วยเหตุผลที่ต้องการทำให้ตนเองดูดีเท่านั้น การซื้อโน้ตบุคนั้นถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเลยทีเดียว และสำหรับการดำเนินธุรกิจทั้งหลายก็เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการใช้งาน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค
แต่ก็จะมีคำถามตามมาอีกว่า ทำไมโน้ตบุคจึงมีราคาแพงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ทั้งที่อุปกรณ์ทุกอย่างก็มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งท่านก็คงคิดว่ามันน่าจะถูกกว่า แต่ผิดเลยครับ ในโลกของเทคโนโลยีนั้นตรงข้ามกันอย่างมาก ยิ่งเล็กยิ่งแพงครับ เราลองย้อนกลับไปในศตวรรษก่อนจะพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องการพื้นที่ทั้ง หมดของห้องในการจัดเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นการที่จะทำให้เล็กลงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง นี่คือเหตุผลว่าทำไมโน้ตบุคถึงมีราคาแพง
นอกจากเรื่องราคาแล้ว โน้ตบุคก็ยังเสียหายได้ง่ายกว่าคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอีก เช่น การที่เราต้องเดินทางอยู่บ่อย ๆ และนำโน้ตบุคไปด้วยนั้น บางครั้งถ้าเราขาดความระมัดระวังแล้ว โน้ตบุคของเราก็อาจจะไปกระแทกกับอย่างอื่นก็อาจเป็นได้ หรือบางครั้งก็อาจจะเกิดจากการสะเทือนขณะเคลื่อนย้ายก็ได้ แม้ว่าจะมีราคาแพงและเสียหายได้ง่าย แต่โน้ตบุคก็ยังได้รับความนิยมดังเหตุผลต่อไปนี้
1. เป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับคนที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ และจะต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ในระหว่างที่เดินทางอยู่ หลาย ๆ คนใช้โน้ตบุคในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเปิดอ่านอีเมล์ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับติดต่อกลับมายังสถานที่ทำงานของตนอีกด้วย
2. นอกจากโน้ตบุคจะเป็นอุปกรณ์หลักที่จะใช้ติดตัวไปทำงานนอกสถานที่ทำงานสำหรับ ผู้ที่มีอาชีพไม่ได้อยู่ในสำนักงาน ก็สามารถที่จะนำข้อมูลที่ได้กลับมาใส่ในคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป หรือนำอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ที่ได้ส่งอีเมล์หรือส่งทางเนตเวิร์กได้ทันที
3. เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะใช้แทนกระดาษบันทึกจากการฟังบรรยายหรือสัมภาษณ์ เช่น นักหนังสือพิมพ์ พนักงานขายสินค้าต่าง ๆ ก็สามารถที่จะบันทึกข้อมูลลงในโน้ตบุคได้ทันที และตัวโน้ตบุคเองก็สามารถที่จะเก็บข้อมูลได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคู่มือเล่มใหญ่ ๆ เมื่อต้องการค้นหา หรือแคตตาล็อกเมื่อต้องแสดงแบบของสินค้าให้ลูกค้าดู หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่ต้องใช้กระดาษมาก ๆ ก็สามารถเก็บลงในโน้ตบุคได้เลย
4. นอกจากนี้ยังเป็นเหตุผลส่วนตัวบางประการ เช่น ผู้ป่วยที่เพิ่งจะฟื้นไข้ก็สามารถที่จะทำงานอยู่บนเตียงผู้ป่วยได้เลย หรืออาจจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เพื่อความบันเทิงก็ได้ หรือบางบ้านใช้โน้ตบุคก็เพราะว่าประหยัดเนื้อที่ในบ้านและสามารถที่จะเคลื้อ นย้ายไปทำงานได้ทุก ๆ ห้องในบ้าน รวมทั้งหิ้วออกไปนอกบ้านได้ด้วย
โดยทั่วไปแล้วเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคก็ไม่เหมือนกันทุกเครื่อง อีก ซึ่งสามารถแบ่งเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. value notebook เป็นประเภทของโน้ตบุคที่ขายดีที่สุด เพราะว่าราคาจะพอดีและเหมาะสมกับงบประมาณของผู้ซื้อ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วในสเป็กของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เท่าเทียมกัน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะมีราคาที่แพงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอ ยู่แล้ว ดังนั้นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าย่อมที่จะมีราคาแพงกว่าเช่นกัน เพราะ value notebook เป็นการผสานกันระหว่างราคาที่ลงตัว และเฉลี่ยด้วยความสามารถที่อุปกรณ์ระดับหนึ่งจะทำได้ แต่รูปลักษณ์ก็ไม่เก๋ไก๋มากนัก
2. light notebook เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคประเภทนี้จะมีราคาแพงกว่าเครื่อง value notebook เพราะว่าเป็นความพยายามที่จะทำให้น้ำหนักของเครื่องน้อยลง อุปกรณ์บางชิ้นก็ต้องเอามาต่อภายนอกอีกที เช่น ช่องสำหรับใส่ดิสก์เก็ตต์ และมักจะใช้หลักการ clip-on เวลาที่เราจะใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมและมีการสำรองแบตเตอรี่ไว้เยอะ ๆ เมื่อเวลาที่จะนำออกไปข้างน้อยก็ค่อยถอดอุปกรณ์ที่ clip-on ออก ถ้าท่านจะตัดสินใจเลือกโน้ตบุคแบบนี้ก็ต่อเมื่อท่านต้องทำงานเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์อยู่ข้างนอกที่ทำงานเป็นส่วนใหญ่หรือตลอดเวลา เนื่องจากว่าโดยปกติโน้ตบุคก็มีน้ำหนักมากพอสมควรถ้าต้องถืออยู่ตลอดเวลา หรือใช้เวลานานพอสมควร จะทำให้เมื่อยมือและเสียบุคลิกภาพได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะมีปัญหามากกว่าผู้ชายเพราะบางครั้งผู้หญิงที่ต้องใส่กระโปรงและรองเท้า ส้นสูงก็อาจทำให้เมื่อยล้าเพิ่มขึ้นไปอีก
3. bells and whistles notebook หรือที่เรียกกันว่า power notebook หรือ high-end notebook แบบนี้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่สามารถทำได้ทุกอย่าง และมีราคาสูงด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากคำว่า “high-end” เมื่อไหร่ที่ท่านเจอคำนี้ให้ทำใจไว้ได้เลยครับว่าแพงกว่าธรรมดาแน่นอน ก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะ ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจซื้อโน้ตบุคที่เป็นแบบ “high-end” นั้น จะต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าท่านจะได้อะไรเพิ่มขึ้นมาจากการซื้อโน้ตบุ คดังกล่าว หรือว่าเพียงแค่ต้องการทำให้ดูดีเท่านั้น โดยปกติการพิจารณาโน้ตบุคก็จะดูกันที่ความสามารถของการทำงาน ซึ่งก็จะเร็วอยู่แล้ว และก็จะดูอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น ช่องใส่ดิสก์เก็ตต์ หรือช่องใส่ดีวีดี หรือมีฮาร์ดดิสก์มากพอไหม และที่ยิ่งสำคัญไปกว่านั้นก็คือ การสำรองแบตเตอรี่ ยิ่งนานก็ยิ่งเป็นจุดเด่นของโน้ตบุคยี่ห้อนั้น ๆ บางรุ่นก็เพิ่มเทคโนโลยีไร้สายเข้าไป รวมทั้งมีอินฟราเรดพอร์ตด้วย หมายความว่าท่านสามารถส่งผ่านข้อมูลไปพิมพ์ออกพริ้นเตอร์ได้โดยไม่ต้องต่อ สาย หรือนำเสนอผ่านโปรเจคเตอร์โดยไม่ต้องใช้สายด้วยเช่นกัน โน้ตบุคประเภทนี้ยังมีระบบไฟและระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูง และมีหน่วยความจำเยอะ ช่วยให้การทำงานเร็ว อีกทั้งยังมีหน้าจอขนาดใหญ่กว่าโน้ตบุคแบบธรรมดาอีกด้วย ท่านคงต้องตัดสินใจที่จะซื้อไว้สักเครื่องถ้าท่านมีแผนที่จะดำเนินธุรกิจ ร่วมไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเดสก์ทอป หรือถ้าท่านต้องการใช้งานแบบกราฟิก หรือการใช้งานด้านเสียงจากเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ก็ต้องเลือกโน้ตบุคประเภทนี้ครับ แต่ก็อย่าลืมว่าเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่เป็น “high-end” แม้จะมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงแต่ก็จะตกรุ่นได้เร็วเหมือนกัน เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาครับท่าน
องค์ประกอบของโน้ตบุค
หลังจากที่ท่านตัดสินใจได้แล้วว่าอยากจะได้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคประเภท ไหนแล้ว ทีนี้ก็ต้องมาดูรายละเอียดของแต่ละยี่ห้ออีกว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรซึ่ง มีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร เพื่อความง่ายในการพิจารณา ผู้เขียนจะแยกองค์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคออกเป็นส่วน ๆ แล้วมาดูกันว่าแต่ละส่วนต้องพิจารณาอย่างไรและมีความแตกต่างจากเครื่อง คอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอย่างไร
1. notebook processor สิ่งที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปก็คือ ขนาด แต่ความเร็วก็เหมือนกันในรุ่นที่เท่ากัน และก็เหมือนกับเดสก์ทอปที่ตัวเลขบอกความเร็วของเมกะเฮิร์ต ถ้ายิ่งมากก็ยิ่งประมวลผลเร็ว และถ้าเป็นโปรเชสเชอร์ของ celeron ก็จะทำงานได้ช้าก็ pentium แต่ celeron ก็จะมีราคาถูกกว่า
2. คีย์บอร์ด ถ้าท่านคิดว่าจะใช้แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้เหมือนกันกับ แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปแล้วละก็ ท่านคิดผิดแล้วละครับ แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะเล็กกว่า ก็หมายความว่าการที่ท่านจะวางนิ้วตามปกติของท่านบนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ เดสก์ทอปนั้นก็จะไม่เหมือนกัน แต่เมื่อใช้ไปในเวลานาน ๆ บนคอมพิวเตอร์โน้ตบุคก็อาจจะทำให้เมื่อยและเกิดอาการปวดตามข้อนิ้วได้ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคบางรุ่นก็สามารถนำแป้นพิมพ์ของเดสก์ทอปมาต่อกับ โน็ตบุคได้ ทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้เครื่องคอมพิวเตอร์โตบุคจะมีช่องให้เสียบได้ที่ด้านหลังของ เครื่อง แต่อย่างไรก็ตามก็ควรเลือกแป้นพิมพ์ที่ไม่หนัก คือใช้น้ำหนักกดลงไปไม่มากและมีการคืนตัวที่พอดี นอกจากนี้ควรทำขนาดให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะมีความแตกต่างกัน ต้องเลือกดูให้ดีนะครับ
3. navigation device อุปกรณ์ที่ว่านี้เปรียบเทียบได้กับเม้าส์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งมันก็คืออุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมการเลื่อนตำแหน่งเคอร์เซอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะมีอุปกรณ์ประเภทนี้แตกต่างกันไป แต่ที่เห็นใช้กันมากในปัจจุบันนั้นเรียกว่า “touchpad” ซึ่งมีพื้นผิวให้ผู้ใช้ได้สัมผัสในการระบุตำแหน่งเคอร์เซอร์โดยใช้เมตริกซ์ ของระนาบ เม้าส์จะเลื่อนตามเมื่อเราเลื่อนนิ้วไปบน touchpad แต่บางครั้ง touchpad ก็สูญเสียเมตริกซ์ทำให้ไม่สามารถควบคุมเม้าส์ได้ ก็จะเกิดความผิดพลาดขึ้น ส่วนอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “trackball” อันนี้ก็ให้นึกถึงเม้าส์ที่หงายท้องนะครับ เวลาใช้ก็ใช้นิ้วกลิ้งแล้วเม้าส์ก็จะเลื่อนตามลูกบอลที่กลิ้งไป นอกจากนี้ก็มีอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “accupoint” จะเป็นแท่งเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ตรงกลางของแป้นพิมพ์ เวลาใช้ก็ใช้นิ้ววางที่ accupoint แล้วกดน้ำหนักลงไปเล็กน้อย จากนั้นถ้าต้องการเลื่อนเม้าส์ไปทางซ้ายก็ผลัก accupoint ไปทางซ้าย อยากเลื่อนไปทางขวาก็ผลักไปทางขวา แต่จะเลือกแบบไหนก็ตามใจชอบนะครับ แต่ขอให้ลองสัมผัสดูก่อนไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ก็ชอบแบบนี้แบบนั้นเลย ผู้เขียนกลัวว่ามันจะไม่ทำงานหรืออาจจะไม่เหมาะกับเรา แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถต่อเม้าส์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้ครับ
4. Display จริง ๆ แล้วหน้าจอของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคถือเป็นจุดขายที่สำคัญเลยทีเดียว เพราะว่าจอที่มีคุณภาพต่ำและมีขนาดเล็กจะทำให้ผู้ใช้สายตาเสียและหัวเสียได้ ครับ หน้าจอที่ชัดและขยายใหญ่ให้ได้มากที่สุดจะเป็นของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ คในฝันของผู้ใช้เลยทีเดียว แต่ขนาดของจอโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 13.3-15.0 นิ้ว (วัดตามแนวเส้นทะแยงมุม) สำหรับหน้าจอถ้าแบ่งตามเทคโนโลยีที่ใช้ จะแบ่งได้ 3 ประเภท คือ
4.1 Thin Film Transistor (TFT) เป็นจอที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ให้ความคมชัดอยู่ในเกณฑ์ดี
4.2 Double Layer Super Twist (DSITN) เป็นจอที่มีคุณภาพด้อยกว่าแบบ TFT และราคาจะถูกกว่า นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในด้านการแสดงภาพ
4.3 High-Performance Addressing (HPA) เป็นจอที่มีประสิทธิภาพสูง มีการปรับ contrast ที่ดี ให้มุมมองกับภาพที่ดีกว่าแบบ TFT และส่วนใหญ่จอประเภทนี้จะเป็นจอของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคแบบ “high-end” ด้วย
อย่างไรก็ตามความละเอียดของหน้าจอ (resolution) ก็มีความสำคัญในการใช้งาน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่มีความละเอียดสูง ๆ ย่อมดีกว่าความละเอียดน้อย ๆ จอที่เป็น VGA ก็จะเป็นจอที่มีคุณภาพต่ำสุด รองลงมาคือ SVGA และคุณภาพสูงสุดคือ XGA
5. hard disk drive ก็คงเหมือนคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ซึ่งฮาร์ดดิสก์ก็จะเป็นที่เก็บข้อมูลถาวรในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน โดยทั่วไปฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีความจุมากว่าขนาดเล็ก ท่านอาจจะประหยัดในส่วนนี้ คือ ไม่จำเป็นเลือกฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่มาก และผู้เขียนก็ไม่แนะนำพวกรูปภาพหรือดาวน์โหลดอะไรก็ตามจากอินเตอร์เน็ตมา เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ด้วย เพราะว่าจะเปลืองเนื้อที่โดยไม่จำเป็น และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่านต้องใช้โปรแกรมหลาย ๆ ตัว ซึ่งเรียกขึ้นมาจากฮาร์ดดิสก์ เช่น โปรแกรมในกลุ่ม office หรือโปรแกรมเฉพาะในที่ทำงานของท่านเอง ดังนั้นแทนที่ท่านจะใช้ฮาร์ดดิสก์ในการเก็บข้อมูล ผู้เขียนแนะนำว่าใช้เก็บโปรแกรมจะดีกว่าครับ ขนาดของฮาร์ดดิสก์จะอยู่ที่ประมาณ 4-24 GB ซึ่ง 4 GB เป็นมาตรฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่มีขนาดเล็กที่สุดในปัจจุบัน แล้วก็ตามมาด้วยที่ 8 GB แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคบางรุ่นบางยี่ห้อ สามารถเพิ่มฮาร์ดดิสก์ได้จากช่องที่ให้เสียบด้านล่างถ้าท่านต้องการเนื้อที่ เพิ่ม ซึ่งอาจจะเป็นอีกไดร์ฟหนึ่งซึ่งจะไม่เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป เพราะว่าสามารถถอดออกได้ง่าย
6. RAM “แรม” (random access memory) เป็นหน่วยความจำชั่วคราวที่ทำงานขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์เปิดอยู่ แรมมีหน่วยเป็น megabyte (M
แรมยิ่งมากเครื่องคอมพิวเตอร์ยิ่งทำงานเร็ว แรมที่ดี หมายความว่าท่านสามารถทำงานได้หลาย ๆ งาน พร้อม ๆ กัน โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ช้าและไม่แฮงค์ เพราะถ้าเป็นแบบนี้เนื่องมาจากแรมไม่พอ ซึ่งจะเหมือนกันทั้งเครื่องเดสก์ทอปและเครื่องโน้ตบุค สำหรับเหตุผลที่ใช้ตัดสินใจในการเลือกจำนวนของแรมที่เหมาะสม เพราะถ้าเพิ่มแรมมากขึ้นก็หมายถึงเงินที่จะต้องจ่ายก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย เช่นกันครับ แม้ว่าเพิ่มเงินเล็กน้อยแล้วได้แรมมากขึ้นก็ไม่แนะนำ แรมที่เหมาะสมในการใช้งานแบบพื้นฐานก็จะประมาณ 32 MB แต่ถ้าจะมีการพิมพ์ การเล่นเกม การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต แรมควรจะอยู่ที่ 64 MB หรือมากกว่า และถ้าจะให้ดีควรที่จะเหลือเผื่อไว้สำหรับการเพิ่มแรมในอนาคตด้วย โดยทั่วไปแล้วแรมจะมีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้
6.1 Extended Data Out (EDO)
6.2 Fast Page Mode (FPM)
6.3 Synchronous Dynamic Ram (SDRAM)
ซึ่งทั้ง 3 ประเภทนี้ SDRAM จะเป็นแรมที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
7. แบตเตอรี่ (battery) ก็เป็นจุดที่สำคัญอีกจุดหนึ่งในการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ต บุค เพื่อที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องเสียบ ปลั๊ก ซึ่งแบตเตอรี่ของโน้ตบุคมี 2 แบบ คือ Lithium Ion (LiIon) และ Nickel Metal Hydride (NiMH) แบบ LiIon จะเก็บไฟได้มากกว่าแบบ NiMH 10% และเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะต้องสามารถทำงานได้ 2-3 ชั่วโมงโดยใช้แบตเตอรี่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับงานที่ทำและคุณสมบัติของการประหยัดพลังงานของโน้ตบุคแต่ละ เครื่องด้วย ยกตัวอย่างเช่น notebook pentium III มีคุณสมบัติ low-power มันก็จะประหยัดพลังงานเมื่อเวลาที่เราไม่ใช้เครื่อง และบางเครื่องก็มีช่องให้ใส่แบตเตอรี่ได้ 2 ก้อน ถ้าคุณต้องการเพิ่มเวลาเป็นอีกเท่าตัว เรื่องนี้สำคัญมากนะครับสำหรับคนที่ต้องใช้แบตเตอรี่บ่อย ๆ ก็ต้องดูกันที่ค่าเฉลี่ยของชั่วโมงที่ใช้งาน
8. extra storage เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคส่วนใหญ่จะมีช่องใส่ดิสก์เก็ตต์กับช่องใส่ซีดี เป็นแบบที่สามารถถอดออกได้ โดยส่วนมากตัวที่จะไม่ติดมากับเครื่องเลยมักจะเป็นช่องใส่ดิสก์เก็ตต์ เพราะเก็บข้อมูลได้น้อย แต่จะนำมาต่อเข้าในภายหลัง ถ้าจำเป็นต้องใช้ท่านก็สามารถเลือกได้ว่าต้องการอุปกรณ์ชิ้นใด เช่น ต้องการอ่านข้อมูลจากซีดีหรือดีวีดี เพียงอย่างเดียว หรือต้องการบันทึกข้อมูลลงซีดีด้วย ก็จะเป็นหลาย ๆ แบบให้เลือกตามความต้องการ เพียงแต่ว่าช่องสำหรับอ่านซีดีนั้นไม่สามารถอ่านดีวีดีได้ แต่ช่องสำหรับอ่านดีวีดีสามารถอ่านซีดีได้ครับ ถ้าท่านต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ได้เรื่อยในอนาคต ช่องที่เป็นดีวีดีจะเหมาะกว่าเพราะสามารถอ่านข้อมูลได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลนอกเหนือจาก ฮาร์ดดิสก์ เช่น Iomaga zip drive หรือ imation superdisk พวกนี้ก็เป็นน้องฮาร์ดดิสก์ ก็แล้วแต่ว่าบริษัทไหนจะเรียกอย่างไร
9. PC card เป็นที่ใช้สำหรับทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคทำงาน ร่วมกับ fax / modem หรือสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายต่าง ๆ ได้ และสามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยความเร็วไปเก็บยังที่ที่ต้องการได้ด้วยครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับ ผู้เขียนคิดว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะมีประโยชน์หรือช่วยให้ท่านตัดสินใจที่จะ ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้ง่ายขึ้นนะครับ สำหรับการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคมือสองนั้น ผู้เขียนไม่ค่อยอยากจะแนะนำให้ทำนะครับ เพราะว่าท่านจะไม่ทราบเลยว่ามันเคยเป็นอะไรมาก่อนรึเปล่า ตกหรือเปล่า ฮาร์ดดิสก์เสียรึเปล่า navigation device ยังทำงานดีอยู่รึเปล่า แล้วยังอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ตัวอื่น ๆ อีก แล้วอะไหล่ของอุปกรณ์โน้ตบุคก็มีราคาสูง และบางครั้งการเปลี่ยนมือก็จะสิ้นสุดการรับประกัน ดังนั้นก่อนซื้อต้องตัดสินใจให้ดีนะครับ
ที่มา http://www.school.net.th/schoolnet/article/read.php?article_id=579
โน้ตบุคคอมพิวเตอร์ก็เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในประเภทของอุปกรณ์ที่อิน เทรนด์ ท่านลองนึกภาพที่เวลามีคนเดินเข้ามาแล้วเปิดโน้ตบุควางบนตัก แล้วเริ่มลงมือทำงาน ทุกคนก็จะจ้องกันเป็นตาเดียวด้วยความรู้สึกที่เท่ สมาร์ต ดูเป็นมืออาชีพ และบางคนซื้อโน้ตบุคก็ด้วยเหตุผลที่ต้องการทำให้ตนเองดูดีเท่านั้น การซื้อโน้ตบุคนั้นถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเลยทีเดียว และสำหรับการดำเนินธุรกิจทั้งหลายก็เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการใช้งาน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค
แต่ก็จะมีคำถามตามมาอีกว่า ทำไมโน้ตบุคจึงมีราคาแพงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ทั้งที่อุปกรณ์ทุกอย่างก็มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งท่านก็คงคิดว่ามันน่าจะถูกกว่า แต่ผิดเลยครับ ในโลกของเทคโนโลยีนั้นตรงข้ามกันอย่างมาก ยิ่งเล็กยิ่งแพงครับ เราลองย้อนกลับไปในศตวรรษก่อนจะพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องการพื้นที่ทั้ง หมดของห้องในการจัดเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นการที่จะทำให้เล็กลงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง นี่คือเหตุผลว่าทำไมโน้ตบุคถึงมีราคาแพง
นอกจากเรื่องราคาแล้ว โน้ตบุคก็ยังเสียหายได้ง่ายกว่าคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอีก เช่น การที่เราต้องเดินทางอยู่บ่อย ๆ และนำโน้ตบุคไปด้วยนั้น บางครั้งถ้าเราขาดความระมัดระวังแล้ว โน้ตบุคของเราก็อาจจะไปกระแทกกับอย่างอื่นก็อาจเป็นได้ หรือบางครั้งก็อาจจะเกิดจากการสะเทือนขณะเคลื่อนย้ายก็ได้ แม้ว่าจะมีราคาแพงและเสียหายได้ง่าย แต่โน้ตบุคก็ยังได้รับความนิยมดังเหตุผลต่อไปนี้
1. เป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับคนที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ และจะต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ในระหว่างที่เดินทางอยู่ หลาย ๆ คนใช้โน้ตบุคในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเปิดอ่านอีเมล์ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับติดต่อกลับมายังสถานที่ทำงานของตนอีกด้วย
2. นอกจากโน้ตบุคจะเป็นอุปกรณ์หลักที่จะใช้ติดตัวไปทำงานนอกสถานที่ทำงานสำหรับ ผู้ที่มีอาชีพไม่ได้อยู่ในสำนักงาน ก็สามารถที่จะนำข้อมูลที่ได้กลับมาใส่ในคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป หรือนำอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ที่ได้ส่งอีเมล์หรือส่งทางเนตเวิร์กได้ทันที
3. เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะใช้แทนกระดาษบันทึกจากการฟังบรรยายหรือสัมภาษณ์ เช่น นักหนังสือพิมพ์ พนักงานขายสินค้าต่าง ๆ ก็สามารถที่จะบันทึกข้อมูลลงในโน้ตบุคได้ทันที และตัวโน้ตบุคเองก็สามารถที่จะเก็บข้อมูลได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคู่มือเล่มใหญ่ ๆ เมื่อต้องการค้นหา หรือแคตตาล็อกเมื่อต้องแสดงแบบของสินค้าให้ลูกค้าดู หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่ต้องใช้กระดาษมาก ๆ ก็สามารถเก็บลงในโน้ตบุคได้เลย
4. นอกจากนี้ยังเป็นเหตุผลส่วนตัวบางประการ เช่น ผู้ป่วยที่เพิ่งจะฟื้นไข้ก็สามารถที่จะทำงานอยู่บนเตียงผู้ป่วยได้เลย หรืออาจจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เพื่อความบันเทิงก็ได้ หรือบางบ้านใช้โน้ตบุคก็เพราะว่าประหยัดเนื้อที่ในบ้านและสามารถที่จะเคลื้อ นย้ายไปทำงานได้ทุก ๆ ห้องในบ้าน รวมทั้งหิ้วออกไปนอกบ้านได้ด้วย
1. value notebook เป็นประเภทของโน้ตบุคที่ขายดีที่สุด เพราะว่าราคาจะพอดีและเหมาะสมกับงบประมาณของผู้ซื้อ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วในสเป็กของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เท่าเทียมกัน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะมีราคาที่แพงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอ ยู่แล้ว ดังนั้นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าย่อมที่จะมีราคาแพงกว่าเช่นกัน เพราะ value notebook เป็นการผสานกันระหว่างราคาที่ลงตัว และเฉลี่ยด้วยความสามารถที่อุปกรณ์ระดับหนึ่งจะทำได้ แต่รูปลักษณ์ก็ไม่เก๋ไก๋มากนัก
2. light notebook เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคประเภทนี้จะมีราคาแพงกว่าเครื่อง value notebook เพราะว่าเป็นความพยายามที่จะทำให้น้ำหนักของเครื่องน้อยลง อุปกรณ์บางชิ้นก็ต้องเอามาต่อภายนอกอีกที เช่น ช่องสำหรับใส่ดิสก์เก็ตต์ และมักจะใช้หลักการ clip-on เวลาที่เราจะใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมและมีการสำรองแบตเตอรี่ไว้เยอะ ๆ เมื่อเวลาที่จะนำออกไปข้างน้อยก็ค่อยถอดอุปกรณ์ที่ clip-on ออก ถ้าท่านจะตัดสินใจเลือกโน้ตบุคแบบนี้ก็ต่อเมื่อท่านต้องทำงานเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์อยู่ข้างนอกที่ทำงานเป็นส่วนใหญ่หรือตลอดเวลา เนื่องจากว่าโดยปกติโน้ตบุคก็มีน้ำหนักมากพอสมควรถ้าต้องถืออยู่ตลอดเวลา หรือใช้เวลานานพอสมควร จะทำให้เมื่อยมือและเสียบุคลิกภาพได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะมีปัญหามากกว่าผู้ชายเพราะบางครั้งผู้หญิงที่ต้องใส่กระโปรงและรองเท้า ส้นสูงก็อาจทำให้เมื่อยล้าเพิ่มขึ้นไปอีก
3. bells and whistles notebook หรือที่เรียกกันว่า power notebook หรือ high-end notebook แบบนี้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่สามารถทำได้ทุกอย่าง และมีราคาสูงด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากคำว่า “high-end” เมื่อไหร่ที่ท่านเจอคำนี้ให้ทำใจไว้ได้เลยครับว่าแพงกว่าธรรมดาแน่นอน ก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะ ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจซื้อโน้ตบุคที่เป็นแบบ “high-end” นั้น จะต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าท่านจะได้อะไรเพิ่มขึ้นมาจากการซื้อโน้ตบุ คดังกล่าว หรือว่าเพียงแค่ต้องการทำให้ดูดีเท่านั้น โดยปกติการพิจารณาโน้ตบุคก็จะดูกันที่ความสามารถของการทำงาน ซึ่งก็จะเร็วอยู่แล้ว และก็จะดูอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น ช่องใส่ดิสก์เก็ตต์ หรือช่องใส่ดีวีดี หรือมีฮาร์ดดิสก์มากพอไหม และที่ยิ่งสำคัญไปกว่านั้นก็คือ การสำรองแบตเตอรี่ ยิ่งนานก็ยิ่งเป็นจุดเด่นของโน้ตบุคยี่ห้อนั้น ๆ บางรุ่นก็เพิ่มเทคโนโลยีไร้สายเข้าไป รวมทั้งมีอินฟราเรดพอร์ตด้วย หมายความว่าท่านสามารถส่งผ่านข้อมูลไปพิมพ์ออกพริ้นเตอร์ได้โดยไม่ต้องต่อ สาย หรือนำเสนอผ่านโปรเจคเตอร์โดยไม่ต้องใช้สายด้วยเช่นกัน โน้ตบุคประเภทนี้ยังมีระบบไฟและระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูง และมีหน่วยความจำเยอะ ช่วยให้การทำงานเร็ว อีกทั้งยังมีหน้าจอขนาดใหญ่กว่าโน้ตบุคแบบธรรมดาอีกด้วย ท่านคงต้องตัดสินใจที่จะซื้อไว้สักเครื่องถ้าท่านมีแผนที่จะดำเนินธุรกิจ ร่วมไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเดสก์ทอป หรือถ้าท่านต้องการใช้งานแบบกราฟิก หรือการใช้งานด้านเสียงจากเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ก็ต้องเลือกโน้ตบุคประเภทนี้ครับ แต่ก็อย่าลืมว่าเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่เป็น “high-end” แม้จะมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงแต่ก็จะตกรุ่นได้เร็วเหมือนกัน เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาครับท่าน
หลังจากที่ท่านตัดสินใจได้แล้วว่าอยากจะได้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคประเภท ไหนแล้ว ทีนี้ก็ต้องมาดูรายละเอียดของแต่ละยี่ห้ออีกว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรซึ่ง มีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร เพื่อความง่ายในการพิจารณา ผู้เขียนจะแยกองค์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคออกเป็นส่วน ๆ แล้วมาดูกันว่าแต่ละส่วนต้องพิจารณาอย่างไรและมีความแตกต่างจากเครื่อง คอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอย่างไร
1. notebook processor สิ่งที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปก็คือ ขนาด แต่ความเร็วก็เหมือนกันในรุ่นที่เท่ากัน และก็เหมือนกับเดสก์ทอปที่ตัวเลขบอกความเร็วของเมกะเฮิร์ต ถ้ายิ่งมากก็ยิ่งประมวลผลเร็ว และถ้าเป็นโปรเชสเชอร์ของ celeron ก็จะทำงานได้ช้าก็ pentium แต่ celeron ก็จะมีราคาถูกกว่า
2. คีย์บอร์ด ถ้าท่านคิดว่าจะใช้แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้เหมือนกันกับ แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปแล้วละก็ ท่านคิดผิดแล้วละครับ แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะเล็กกว่า ก็หมายความว่าการที่ท่านจะวางนิ้วตามปกติของท่านบนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ เดสก์ทอปนั้นก็จะไม่เหมือนกัน แต่เมื่อใช้ไปในเวลานาน ๆ บนคอมพิวเตอร์โน้ตบุคก็อาจจะทำให้เมื่อยและเกิดอาการปวดตามข้อนิ้วได้ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคบางรุ่นก็สามารถนำแป้นพิมพ์ของเดสก์ทอปมาต่อกับ โน็ตบุคได้ ทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้เครื่องคอมพิวเตอร์โตบุคจะมีช่องให้เสียบได้ที่ด้านหลังของ เครื่อง แต่อย่างไรก็ตามก็ควรเลือกแป้นพิมพ์ที่ไม่หนัก คือใช้น้ำหนักกดลงไปไม่มากและมีการคืนตัวที่พอดี นอกจากนี้ควรทำขนาดให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะมีความแตกต่างกัน ต้องเลือกดูให้ดีนะครับ
3. navigation device อุปกรณ์ที่ว่านี้เปรียบเทียบได้กับเม้าส์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งมันก็คืออุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมการเลื่อนตำแหน่งเคอร์เซอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะมีอุปกรณ์ประเภทนี้แตกต่างกันไป แต่ที่เห็นใช้กันมากในปัจจุบันนั้นเรียกว่า “touchpad” ซึ่งมีพื้นผิวให้ผู้ใช้ได้สัมผัสในการระบุตำแหน่งเคอร์เซอร์โดยใช้เมตริกซ์ ของระนาบ เม้าส์จะเลื่อนตามเมื่อเราเลื่อนนิ้วไปบน touchpad แต่บางครั้ง touchpad ก็สูญเสียเมตริกซ์ทำให้ไม่สามารถควบคุมเม้าส์ได้ ก็จะเกิดความผิดพลาดขึ้น ส่วนอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “trackball” อันนี้ก็ให้นึกถึงเม้าส์ที่หงายท้องนะครับ เวลาใช้ก็ใช้นิ้วกลิ้งแล้วเม้าส์ก็จะเลื่อนตามลูกบอลที่กลิ้งไป นอกจากนี้ก็มีอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “accupoint” จะเป็นแท่งเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ตรงกลางของแป้นพิมพ์ เวลาใช้ก็ใช้นิ้ววางที่ accupoint แล้วกดน้ำหนักลงไปเล็กน้อย จากนั้นถ้าต้องการเลื่อนเม้าส์ไปทางซ้ายก็ผลัก accupoint ไปทางซ้าย อยากเลื่อนไปทางขวาก็ผลักไปทางขวา แต่จะเลือกแบบไหนก็ตามใจชอบนะครับ แต่ขอให้ลองสัมผัสดูก่อนไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ก็ชอบแบบนี้แบบนั้นเลย ผู้เขียนกลัวว่ามันจะไม่ทำงานหรืออาจจะไม่เหมาะกับเรา แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถต่อเม้าส์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้ครับ
4. Display จริง ๆ แล้วหน้าจอของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคถือเป็นจุดขายที่สำคัญเลยทีเดียว เพราะว่าจอที่มีคุณภาพต่ำและมีขนาดเล็กจะทำให้ผู้ใช้สายตาเสียและหัวเสียได้ ครับ หน้าจอที่ชัดและขยายใหญ่ให้ได้มากที่สุดจะเป็นของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ คในฝันของผู้ใช้เลยทีเดียว แต่ขนาดของจอโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 13.3-15.0 นิ้ว (วัดตามแนวเส้นทะแยงมุม) สำหรับหน้าจอถ้าแบ่งตามเทคโนโลยีที่ใช้ จะแบ่งได้ 3 ประเภท คือ
4.1 Thin Film Transistor (TFT) เป็นจอที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ให้ความคมชัดอยู่ในเกณฑ์ดี
4.2 Double Layer Super Twist (DSITN) เป็นจอที่มีคุณภาพด้อยกว่าแบบ TFT และราคาจะถูกกว่า นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในด้านการแสดงภาพ
4.3 High-Performance Addressing (HPA) เป็นจอที่มีประสิทธิภาพสูง มีการปรับ contrast ที่ดี ให้มุมมองกับภาพที่ดีกว่าแบบ TFT และส่วนใหญ่จอประเภทนี้จะเป็นจอของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคแบบ “high-end” ด้วย
อย่างไรก็ตามความละเอียดของหน้าจอ (resolution) ก็มีความสำคัญในการใช้งาน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่มีความละเอียดสูง ๆ ย่อมดีกว่าความละเอียดน้อย ๆ จอที่เป็น VGA ก็จะเป็นจอที่มีคุณภาพต่ำสุด รองลงมาคือ SVGA และคุณภาพสูงสุดคือ XGA
5. hard disk drive ก็คงเหมือนคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ซึ่งฮาร์ดดิสก์ก็จะเป็นที่เก็บข้อมูลถาวรในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน โดยทั่วไปฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีความจุมากว่าขนาดเล็ก ท่านอาจจะประหยัดในส่วนนี้ คือ ไม่จำเป็นเลือกฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่มาก และผู้เขียนก็ไม่แนะนำพวกรูปภาพหรือดาวน์โหลดอะไรก็ตามจากอินเตอร์เน็ตมา เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ด้วย เพราะว่าจะเปลืองเนื้อที่โดยไม่จำเป็น และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่านต้องใช้โปรแกรมหลาย ๆ ตัว ซึ่งเรียกขึ้นมาจากฮาร์ดดิสก์ เช่น โปรแกรมในกลุ่ม office หรือโปรแกรมเฉพาะในที่ทำงานของท่านเอง ดังนั้นแทนที่ท่านจะใช้ฮาร์ดดิสก์ในการเก็บข้อมูล ผู้เขียนแนะนำว่าใช้เก็บโปรแกรมจะดีกว่าครับ ขนาดของฮาร์ดดิสก์จะอยู่ที่ประมาณ 4-24 GB ซึ่ง 4 GB เป็นมาตรฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่มีขนาดเล็กที่สุดในปัจจุบัน แล้วก็ตามมาด้วยที่ 8 GB แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคบางรุ่นบางยี่ห้อ สามารถเพิ่มฮาร์ดดิสก์ได้จากช่องที่ให้เสียบด้านล่างถ้าท่านต้องการเนื้อที่ เพิ่ม ซึ่งอาจจะเป็นอีกไดร์ฟหนึ่งซึ่งจะไม่เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป เพราะว่าสามารถถอดออกได้ง่าย
6. RAM “แรม” (random access memory) เป็นหน่วยความจำชั่วคราวที่ทำงานขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์เปิดอยู่ แรมมีหน่วยเป็น megabyte (M
6.1 Extended Data Out (EDO)
6.2 Fast Page Mode (FPM)
6.3 Synchronous Dynamic Ram (SDRAM)
ซึ่งทั้ง 3 ประเภทนี้ SDRAM จะเป็นแรมที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
7. แบตเตอรี่ (battery) ก็เป็นจุดที่สำคัญอีกจุดหนึ่งในการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ต บุค เพื่อที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องเสียบ ปลั๊ก ซึ่งแบตเตอรี่ของโน้ตบุคมี 2 แบบ คือ Lithium Ion (LiIon) และ Nickel Metal Hydride (NiMH) แบบ LiIon จะเก็บไฟได้มากกว่าแบบ NiMH 10% และเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะต้องสามารถทำงานได้ 2-3 ชั่วโมงโดยใช้แบตเตอรี่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับงานที่ทำและคุณสมบัติของการประหยัดพลังงานของโน้ตบุคแต่ละ เครื่องด้วย ยกตัวอย่างเช่น notebook pentium III มีคุณสมบัติ low-power มันก็จะประหยัดพลังงานเมื่อเวลาที่เราไม่ใช้เครื่อง และบางเครื่องก็มีช่องให้ใส่แบตเตอรี่ได้ 2 ก้อน ถ้าคุณต้องการเพิ่มเวลาเป็นอีกเท่าตัว เรื่องนี้สำคัญมากนะครับสำหรับคนที่ต้องใช้แบตเตอรี่บ่อย ๆ ก็ต้องดูกันที่ค่าเฉลี่ยของชั่วโมงที่ใช้งาน
8. extra storage เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคส่วนใหญ่จะมีช่องใส่ดิสก์เก็ตต์กับช่องใส่ซีดี เป็นแบบที่สามารถถอดออกได้ โดยส่วนมากตัวที่จะไม่ติดมากับเครื่องเลยมักจะเป็นช่องใส่ดิสก์เก็ตต์ เพราะเก็บข้อมูลได้น้อย แต่จะนำมาต่อเข้าในภายหลัง ถ้าจำเป็นต้องใช้ท่านก็สามารถเลือกได้ว่าต้องการอุปกรณ์ชิ้นใด เช่น ต้องการอ่านข้อมูลจากซีดีหรือดีวีดี เพียงอย่างเดียว หรือต้องการบันทึกข้อมูลลงซีดีด้วย ก็จะเป็นหลาย ๆ แบบให้เลือกตามความต้องการ เพียงแต่ว่าช่องสำหรับอ่านซีดีนั้นไม่สามารถอ่านดีวีดีได้ แต่ช่องสำหรับอ่านดีวีดีสามารถอ่านซีดีได้ครับ ถ้าท่านต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ได้เรื่อยในอนาคต ช่องที่เป็นดีวีดีจะเหมาะกว่าเพราะสามารถอ่านข้อมูลได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลนอกเหนือจาก ฮาร์ดดิสก์ เช่น Iomaga zip drive หรือ imation superdisk พวกนี้ก็เป็นน้องฮาร์ดดิสก์ ก็แล้วแต่ว่าบริษัทไหนจะเรียกอย่างไร
9. PC card เป็นที่ใช้สำหรับทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคทำงาน ร่วมกับ fax / modem หรือสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายต่าง ๆ ได้ และสามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยความเร็วไปเก็บยังที่ที่ต้องการได้ด้วยครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับ ผู้เขียนคิดว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะมีประโยชน์หรือช่วยให้ท่านตัดสินใจที่จะ ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้ง่ายขึ้นนะครับ สำหรับการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคมือสองนั้น ผู้เขียนไม่ค่อยอยากจะแนะนำให้ทำนะครับ เพราะว่าท่านจะไม่ทราบเลยว่ามันเคยเป็นอะไรมาก่อนรึเปล่า ตกหรือเปล่า ฮาร์ดดิสก์เสียรึเปล่า navigation device ยังทำงานดีอยู่รึเปล่า แล้วยังอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ตัวอื่น ๆ อีก แล้วอะไหล่ของอุปกรณ์โน้ตบุคก็มีราคาสูง และบางครั้งการเปลี่ยนมือก็จะสิ้นสุดการรับประกัน ดังนั้นก่อนซื้อต้องตัดสินใจให้ดีนะครับ
ที่มา http://www.school.net.th/schoolnet/article/read.php?article_id=579
วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554
สติกำกับลมหายใจ
ธรรมบรรยาย โดยท่าน ติช นัท ฮันห์
ในเวลาที่เรากำลังจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า-ออกของเราอยู่ แล้วมีความคิดเกิดขึ้นมา หรือมีอารมณ์ เกิดขึ้นมา เราจะจัดการกับมันอย่างไร ?
เมื่อเราได้นำความสนใจกลับมาสู่ลมหายใจของเรา เราก็ได้นำจิตของเรากลับมาหากายของเราแล้ว ลมหายใจที่มีสติ ก็จะช่วยสร้างพลังแห่งสติด้วย สตินั้นก็คือพลังอย่างหนึ่งที่จะสามารถทำให้เรา ตระหนักรู้ความรู้สึก และโอบรับความรู้สึก และเปลี่ยนแปรความรู้สึกนั้น
ในช่วงแรกเราอาจจะตั้งใจและใส่ใจที่จะตามลมหายใจเข้าออก และเมื่อเราได้มีสติขึ้น เกิดพลังแห่งสติขึ้นแล้ว เราอาจจะ ใช้พลังแห่งสตินั้น เพื่อที่จะตระหนักรู้ โอบอุ้ม และเปลี่ยนแปรความรู้สึกที่เกิดขึ้น และนั่นก็คือบทแบบฝึกหัดที่กล่าวว่า
๐ หายใจเข้าฉันตระหนักรู้ถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น
๐ หายใจออกฉันปลดปล่อยความตึงเครียดในความรู้สึกของฉัน
ในพระสูตรอานาปานสติ พระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำให้เราใช้แบบฝึกหัดโดยตระหนักรู้ โอบรับร่างกายของเรา และ ปลดปล่อยความตึงเครียดที่อยู่ในร่างกายของเราเสียก่อน หลังจากที่เราสามารถทำเช่นนั้นกับร่างกายของเราได้ เราก็ สามารถที่จะทำกับความรู้สึก อารมณ์ของเราได้เช่นเดียวกัน
๐ หายใจเข้าฉันตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของฉัน
๐ หายใจออกฉันปลดปล่อยความรู้สึกตึงเครียดในความรู้สึกของฉัน
ความรู้สึกนั้นอาจจะรุนแรงมากจนกลายเป็นอารมณ์ และมีหนุ่มสาวหลายท่าน ที่อาจจะไม่รู้วิธีจัดการกับอารมณ์รุนแรง ที่เกิดขึ้น คนหนุ่มสาวเหล่านั้นได้ฆ่าตัวตายเพราะอารมณ์รุนแรงเหล่านั้น เพราะเขาคิดว่า การตายคือหนทางแห่งการ ออกจากอารมณ์รุนแรงนั้น และนั่นคือเหตุผลที่เราจะต้องสอนคนหนุ่มสาวนั้น ให้รู้วิธีโอบรับความรุนแรงทางอารมณ์ ทีเกิดขึ้น และเปลี่ยนแปรความรุนแรงของอารมณ์นั้น
อารมณ์รุนแรงนั้นก็เป็นดั่งพายุที่ร้ายแรง มันมาแล้วมันก็จะต้องไป แต่ทำไมเราจะต้องตายกับอารมณ์เดียวเท่านั้น อารมณ์นั้นเป็นส่วนเล็กๆ ของเราส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เราเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าอารมณ์เพียงอารมณ์เดียวนั้น ถ้าเรารู้วิธี ที่จะใช้พลังแห่งสติจัดการกับอารมณ์นั้น ควบคุมอารมณ์นั้น เราสามารถที่จะเปลี่ยนแปรอารมณ์นั้น และทำให้สงบลงได้
การฝึกตามลมหายใจอย่างมีสติกับท้องของเรา
การมีสติกับท้องที่พองขึ้นและท้องยุบลงในขณะที่หายใจเข้าออก เป็นวิธีการที่จะ จัดการกับอารมณ์รุนแรงได้อย่างดียิ่ง ในขณะที่เรามีอารมณ์รุนแรงเกิดขึ้น เราไม่ควร ปล่อยให้ตัวของเรา ใจของเราอยู่ในระดับสมอง วุ่นวายอยู่บนความคิดในสมอง เราควรจะนำความสนใจทั้งหมดมาอยู่ใต้สะดือในระดับท้อง และมุ่งความสนใจ ทั้งหมดอย่างเต็มที่ไปที่ท้องที่พองขึ้นและยุบลง ในการตามลมหายใจ เข้าและออก ถ้าเราอยู่ตรงนั้นอย่างหนักแน่นกับลมหายใจเข้า-ท้องพอง หายใจออก -ท้องยุบลง ในเพียงเวลาแค่ 5 นาที อารมณ์รุนแรงนั้น ก็สามารถที่จะสงบลงได้
แต่เราไม่ควรจะรอให้เกิดอารมณ์รุนแรงแล้วเราถึงจะเริ่มฝึกปฏิบัติ เพราะว่าเมื่อถึง เวลาที่เราเกิดอารมณ์รุนแรงแล้ว เราจะลืมที่จะฝึกปฏิบัติ เราควรจะเริ่มฝึกตั้งแต่วันนี้ วันละ 5-10 นาที การฝึกตามลมหายใจกับท้องที่พองขึ้นและยุบลง และถ้าเราฝึก เช่นนั้นได้ประมาณสัก 3 อาทิตย์ มันจะกลายเป็นนิสัยของเรา และเมื่อเราเกิดอารมณ์ รุนแรงขึ้น เราก็จะจำได้ที่จะฝึกปฏิบัติ และเมื่อเราประสบความสำเร็จ ผ่านอารมณ์ รุนแรงแบบนี้ไปได้ เธอก็จะไม่มีความกลัวกับอารมณ์รุนแรงที่จะเกิดขึ้นอีก และเธอ ก็จะบอกกับตัวเธอเองได้ว่า เมื่อมีอารมณ์รุนแรงเกิดขึ้นอีกในครั้งต่อไป เธอก็รู้ที่จะ จัดการกับมันอย่างไร และจะผ่านมันไปได้อย่างไร
เมื่อเด็กร้องไห้ เธออาจจับมือเด็กคนนั้น และเชื้อเชิญให้เด็กคนนั้นตามลมหายใจ ร่วมกับเธอ โดยตามลมหายใจร่วมกับท้องที่พองขึ้นและยุบลง เราควรจะสอนเด็กๆ หรือวัยรุ่นให้รู้วิธีการหายใจกับท้องแบบนี้ และนั่นจะช่วยให้เขารักษาชีวิตให้รอด มาได้
ที่ประเทศฝรั่งเศสที่เราพำนักอยู่ มีเด็กหนุ่มสาวที่ฆ่าตัวตายวันละประมาณ 34-35 คน ที่ประเทศฮ่องกงก็เช่นเดียวกัน มีเด็กหนุ่มสาวกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เพราะไม่รู้วิธี ที่จะจัดการกับอารมณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ที่ประเทศอังกฤษ อเมริกาเหนือ คนหนุ่มสาว ฆ่าตัวตายกันเป็นจำนวนมากขึ้น
เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งสำคัญมากที่เราจะต้องฝึกปฏิบัติตามลมหายใจอย่างมีสติ ดูแล ความรู้สึกของเราที่เกิดขึ้นมาให้ได้ เมื่อเราสามารถที่จะปฏิบัติได้ เราก็จะสามารถ แลกเปลี่ยน และช่วยเหลือคนรุ่นใหม่ได้อีกมากมาย แบบฝึกหัดที่ 7 และ 8 ของ อานาปานสติก็คือ แบบฝึกหัดที่จะให้เรากลับมาอยู่กับลมหายใจ ของเรา
ที่มา http://variety.teenee.com/saladharm/32299.html
วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554
Trans Fat ภัยร้ายใกล้ตัวกว่าที่คิด
ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในฐานะของแหล่งพลังงานที่สำคัญเช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน โดยไขมันให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรี่ต่อกรัม ซึ่งมากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน, ไขมันมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตช่วยในการละลายวิตามินที่มีประโยชน์ต่อกระดูกและร่างกาย (A, D, E) นอกจากหน้าที่ต่อร่างกายแล้ว ไขมันยังมีส่วนสำคัญในด้านเนื้อสัมผัส กลิ่มรส ความชุ่มเนื้อ และรสชาติของอาหารอีกด้วย โดยไขมันจะมีองค์ประกอบที่สำคัญคือกรดไขมัน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ กรดไขมันอิ่มตัวและกรดไขมันไม่อิ่มตัว
Trans fat หรือที่เรียกชื่อเต็มๆว่า Trans fatty acid เป็นกรดไขมันชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่กล่าวถึงมากในหมู่นักวิชาการด้านอาหาร เนื่องจากองค์การอนามัยโลกประกาศจำกัดการบริโภค Trans fat ให้น้อยกว่าร้อยละ1 ของพลังงานที่ร่างกายต้องการ และหน่วยงานด้านอาหารและยาในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ได้ออกกฎหมายบังคับให้ผู้ผลิตอาหารแสดงปริมาณ Trans fat บนฉลากโภชนาการเพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้บริโภคตัดสินใจที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
Trans fat โด่งดังอีกครั้งเมื่อมีการศึกษาวิจัยโดยการสุ่มเนื้อเยื่อไขมันของผู้ตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมาทำการวิเคราะห์ พบว่ามีความเข้มข้นของ Trans fat ในปริมาณสูง และมีการค้นพบต่อว่าการรับประทานกรดไขมันชนิดนี้เป็นเวลานาน จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับคอเลสเตอร์รอลในเลือด โดยจะทำให้ระดับ LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอร์รอลตัวอันตราย เพิ่มสูงขึ้นเป็นอันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือด ในขณะเดียวกันยังไปลด HDL คอเลสเตอร์รอลตัวที่ปกป้องหัวใจและหลอดเลือดหัวใจด้วย การรับประทานอาหารที่มี Trans fat จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจสูง มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ Trans fat และโรคหลอดเลือดหัวใจหลายที่ ตัวอย่างเช่นที่ประเทศเกาหลี ได้มีการศึกษาผลกระทบของน้ำมันตับปลา shortening และน้ำมันถั่วเหลือง ที่ส่งผลต่อหลอดเลือดหัวใจของหนู พบว่าน้ำมันตับปลาและ shortening ให้ผลที่ตรงกันข้ามกัน โดยหนูที่กินอาหารผสมน้ำมันตับปลาจะมีผนังหลอดเลือดที่บางกว่าหนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ผสม shortening และน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งความบางของหลอดเลือดนี้จะมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคอเลสเตอร์รอลรวมและไตรกลีเซอร์ไรด์ แต่จะมีความสัมพันธ์ทางลบกับ EPA และ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย จากผลการศึกษาสามารสรุปได้ว่าการรับประทานน้ำมันตับปลามีส่วนช่วยลดการเกาะของไขมันบริเวณหลอดเลือด
นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยอีกหลายสถาบันที่แสดงให้เห็นถึงผลร้ายที่เกิดจากการรับประทาน Trans Fat เข้าสู่ร่างกาย ดังนี้
-การได้รับพลังงานจากไขมันใน Trans fat เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ทำให้ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 25
-การรับประทาน Trans fat แค่ร้อยละ 2 มีผลเสี่ยงต่อร่างกายเท่ากับการรับประทานไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ถึงร้อยละ 15
-มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง จากการที่ Trans fat ไปแตกตัวที่ผนังเซลล์ของร่างกาย เปิดช่องให้สารก่อมะเร็งเข้าจู่โจมเซลล์ได้ง่ายขึ้น
-เพิ่มโอกาสการเป็นเบาหวาน อ้วนลงพุง ตับทำงานหนักเพิ่มขึ้น
-ผู้หญิงที่ได้รับ Trans fat มากมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านม และยังทำให้ตกไข่ยากขึ้น ทำให้มีบุตรยาก
เมื่อทราบถึงผลอันร้ายกาจของ Trans fat ซึ่งมีอยู่ในอาหารอร่อยหลากหลายชนิดแล้ว พวกเรานักบริโภคต้องย้อนถามตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเรานักบริโภคที่ชื่นชอบการบริโภคแต่ของอร่อยต้องจำเป็นต้องลด ละ และเลิก อาหารที่มีส่วนประกอบของ Trans fat และหันมาดูแลสุขภาพตัวเอง ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบทั้ง 5 หมู่ ถึงแม้ว่าจะมีความสุขในการกินน้อยลงที่ไม่ได้รับประทานของอร่อยเหมือนเดิม แต่จะมีความสุขที่มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเป็นความสุขที่มนุษย์ทุกคนต้องการ
ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/41558
วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554
CES 2011: ดูแล"หัวใจ"ด้วย iPhoneECG
ในงาน CES 2011 ทางบริษัท Alivecor ได้เตรียมแนะนำ iPhoneECG โซลูชันที่ประกอบด้วยอุปกรณ์เสริม และแอพฯที่สามารถเปลียน iPhone 4 ของผู้ใช้ให้กลายเป็นเครื่องวัดคลื่นหัวใจได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งต้องถือว่า นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งของความพยายามที่จะพัฒนาให้ iPhone เป็นมากกว่ามือถือ
iPhoneECG ประกอบด้วย"เคส"ใส่ iPhone 4 ที่มาพร้อมกับขั้วไฟฟ้า (electrodes) 2 อันที่ด้านหลัง ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานไม่แพ้เครื่องวัดในโรงพยาบาล หรือสถานคลินิก โดยเคสที่ว่านี้จะทำงานไร้สายผ่านทาง Bluetooth ของ iPhone 4 (ทำให้เคสที่มาด้วยกันไม่มีคอนเน็คเตอร์ที่เชื่อมต่อกับ iPhone แต่อย่างใด) ด้วยการส่งผ่านข้อมูลที่ได้ไปยังแอพฯ iPhoneECG เพื่อคำนวร และแสดงกราฟการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ สำหรับข้นตอนการใช้งาน ก่อนอื่นต้องใช้สำลีจุ่มแอลกอฮอล์เช็ดขั้วไฟฟ้าให้สะอาด รันแอพฯ iPhone ECG โดยหากต้องการวัดชีพจรสามารถทำได้ด้วยการใช้นิ้วโป้งทั้งสองจับขั้วไฟฟ้าคนละข้างที่ด้านหลัง หน้าจอจะแสดงอัตราการเต้นของหัวใจ
แต่ถ้าต้องการกราฟ ECG โดยละเอียด ให้คุณถอดเสื้อ หรือเปิดอกซ้าย แล้วนำขั้วไฟฟ้าที่ติดอยู่ด้านหลังของเคสไอโฟน แตะลงไปเหนือบริเวณอกซ้ายค่อนมาตรงกลางเล็กน้อย แอพฯ iPhoneECG จะทำการอ่านค่าของคลื่นสัญญษณการเต้นของหัวใจจากขั้วไฟฟ้า เพื่อนำมาพลอตเป็นกราฟอย่างแม่นยำได้ทันที คุณผู้อ่านสามารถรับชมคลิปสาธิตการใช้งานได้ที่ด้านล่างนี้ ส่วนของจริงจะนำออกแสดงในงาน CES 2011 สนนราคาในเบื้องต้นประมาณ 100 เหรียญฯ (ประมาณ 3,200 บาท)
ที่มา http://www.arip.co.th/news.php?id=412915
iPhoneECG ประกอบด้วย"เคส"ใส่ iPhone 4 ที่มาพร้อมกับขั้วไฟฟ้า (electrodes) 2 อันที่ด้านหลัง ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานไม่แพ้เครื่องวัดในโรงพยาบาล หรือสถานคลินิก โดยเคสที่ว่านี้จะทำงานไร้สายผ่านทาง Bluetooth ของ iPhone 4 (ทำให้เคสที่มาด้วยกันไม่มีคอนเน็คเตอร์ที่เชื่อมต่อกับ iPhone แต่อย่างใด) ด้วยการส่งผ่านข้อมูลที่ได้ไปยังแอพฯ iPhoneECG เพื่อคำนวร และแสดงกราฟการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ สำหรับข้นตอนการใช้งาน ก่อนอื่นต้องใช้สำลีจุ่มแอลกอฮอล์เช็ดขั้วไฟฟ้าให้สะอาด รันแอพฯ iPhone ECG โดยหากต้องการวัดชีพจรสามารถทำได้ด้วยการใช้นิ้วโป้งทั้งสองจับขั้วไฟฟ้าคนละข้างที่ด้านหลัง หน้าจอจะแสดงอัตราการเต้นของหัวใจ
ที่มา http://www.arip.co.th/news.php?id=412915
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







