วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554

หายหวัดในหนึ่งวัน

โดยเฉลี่ยผู้ใหญ่จะเป็นหวัดปีละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 9 วัน ซึ่งเท่ากับป่วยปีละเกือบหนึ่งเดือน!
แต่มีวิธีบรรเทาอาการป่วยที่น่าเบื่อนี้ได้ภายในหนึ่งวันเท่านั้น
เมื่อตื่นขึ้นมาด้วยอาการที่สงสัยว่าจะเป็นหวัด ให้ดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้มากๆ เพื่อป้องกันการเจ็บคอหรือคัดจมูก ถ้าเจ็บคอให้กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นหนึ่งแก้วผสมเกลือครึ่งช้อนชา จะช่วยลดการอักเสบ ล้างเมือกในคอ อีกทั้งยังกำจัดแบคทีเรียรวมถึงไวรัส และอย่าลืมทำให้จมูกสะอาดปราศจากน้ำมูกเสมอโดยใช้สเปรย์สำหรับพ่นจมูก

พยายามทานยาแก้หวัดภายในสองชั่วโมง

โดยไปหาเภสัชกรเพื่อจัดยาให้ตรงกับอาการ ถ้ามีอาการไอร่วมด้วย อาจไม่จำเป็นต้องทานยาแก้ไอหรืออมยาอม แค่ทานน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะโดยอาจผสมลงในน้ำชา อาการจะดีขึ้น
หกชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการให้พักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและร่างกายจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ระหว่างนั้นพยายามดื่มน้ำมากๆ ถ้าจะอาบน้ำควรอาบน้ำอุ่นแทนน้ำเย็น
หากดีขึ้นแล้วให้ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทานอาหารที่มีโปรตีนเช่น ข้าวแดง ปลา ถั่ว

ถ้าตื่นเช้ามายังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้อ แต่หากดีขึ้นแล้วให้พักผ่อนอยู่กับบ้านอีกวันเพื่อให้แน่ใจว่าหายจากอาการหวัดจริงๆ.


ที่มา  http://variety.teenee.com/foodforbrain/32795.html

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554

จีนทุ่ม 9 ล้านล้านบาท เนรมิตมหานครใหญ่สุดในโลก





เผยจีนวางแผนสร้าง มหานครใหญ่สุดของโลก รองรับประชากร 42 ล้านคน ทุ่มงบ 9 ล้านล้านบาท เนรมิตให้เสร็จภายใน 6 ปี

          สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานข่าวว่า ประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชียอย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังมีแผนจะสร้างมหานครใหญ่ที่สุด ในโลก ประกอบไปด้วย 9 เมืองรวมกัน ได้แก่ โฟซา, ดองกวน, ซูไฮ่, เจียงหมิน, ฮุ่ยโจว และจ้าวจิ้ง ครอบคลุมพื้นที่ 16,000 ตารางไมล์ หรือใหญ่กว่าราชอาณาจักรเวลส์ถึง 2 เท่า โดยเมืองหลวงแห่งนี้ มีแผนจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 ปี

          สำหรับการเนรมิตมหานครดังกล่าว จีนทุ่มงบประมาณ 190,000 ล้านปอนด์ หรือราว 9 ล้านล้านบาท โดยจะมีการสร้างระบบสาธารณูปโภคระดับใหญ่โต 150 แห่ง ทั้งด้านพลังงาน, น้ำประปา เครือข่ายโทรคมนาคม โรงพยาบาล รวมถึงโรงเรียนหลาย ๆ แห่งด้วย

          ขณะที่ด้านการขนส่ง การเดินทางระหว่างศูนย์กลางของเมืองต่าง ๆ ในมหานครแห่งนี้ จะสะดวกสบายด้วยรถไฟ 29 เส้นทาง มีความยาว 3,100 ไมล์ ใช้ระยะเวลาราว 1 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนี้ จะมีการสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างนครหลวงแห่งนี้กับฮ่องกงด้วย

ที่มา  http://hilight.kapook.com/view/55617

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

เมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา เว็บไซต์เดลิเมล์ ของอังกฤษ รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์เผยโลกอาจจะเกิดปรากฎการณ์พระอาทิตย์สองดวงขึ้นในเร็ว ๆ นี้ หลังจากมีการตรวจสอบพบว่า ดาวบีเทลจุสกำลังจะระเบิด ซึ่งทำให้ชาวโลกได้เห็นแสงของมันสว่างเท่ากับดวงอาทิตย์ กินเวลานานประมาณ 1-2 สัปดาห์

                โดย แบรด คาร์เตอร์ อาจารย์ฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยเซาเธิร์น ควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมาว่า ดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) ดาวซูเปอร์ยักษ์แดงนอกระบบสุริยะที่มีขนาดเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ 1.6 พันล้านดวง อยู่ห่างจากโลกไปกว่า 640 ปีแสง กำลังจะหมดอายุขัยและเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ หรือ "ซูเปอร์โนวา" ขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยการระเบิดของบีเทลจุสนี้ จะทำให้ชาวโลกได้เห็นแสงสว่างของมันใหญ่เท่ากับดวงอาทิตย์อยู่บนฟ้า และเปล่งแสงสว่างจ้าทั้งยามกลางวันและกลางคืน เป็นเวลายาวนานกว่า 1-2 สัปดาห์ ก่อนจะค่อย ๆ หรี่แสงและดับลงในที่สุด โดยกินเวลาอยู่อีกหลายเดือนกว่าจะดับลง แต่ไม่ส่งผลกระทบใด ๆ กับโลก นอกจากการมองเห็นแสงสว่าง เป็นดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 เท่านั้น

                แบรด คาร์เตอร์ เปิดเผยอีกว่า การระเบิดครั้งใหญ่ของมันครั้งนี้ ถือว่าเป็นซูเปอร์โนวาครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่กำเนิดโลกมาเลยทีเดียว เพราะมันเป็นดาวยักษ์ใหญ่แดงที่มีขนาดใหญ่มาก และเปล่งแสงมากกว่าดวงอาทิตย์กว่าแสนเท่า ดังนั้น เมื่อมีการระเบิดอย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้แสงสว่างจากการระเบิดของมันเปล่งไปถึงระบบสุริยะอื่นที่อยู่ห่างออกไปเป็นพันปีแสงได้





ภาพแสดงขนาดดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) กับดวงอาทิตย์ (ลูกศรชี้)


                อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ได้มีการคาดคะเนจากนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน เกี่ยวกับการเกิดซูเปอร์โนวาของดาวบีเทลจุสนี้ แต่ไม่สามารถระบุได้แน่นอนว่าซูเปอร์โนวาครั้งใหญ่ที่สุดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อใด อาจในเร็ว ๆ นี้ หรือคลาดเคลื่อนไปจากการคาดคะเนกว่าพันปี ล้านปี ไม่มีใครรู้ แต่จากการสังเกตจากนักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ พบว่า จากภาพที่เห็นบนโลกในขณะนี้ ดาวบีเทลจุสใกล้จะสิ้นอายุขัยเต็มที และอาจเป็นไปได้ว่า ดาวบีเทลจุสอาจจะระเบิดไปหลายร้อยปีแล้ว แต่แสงที่เกิดจากการระเบิดนั้นยังไม่เดินทางมายังโลกเท่านั้น และหากมันระเบิดขึ้นและแสงของมันเดินทางมาถึงโลกเมื่อไร ก็จะกลายเป็นปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนอย่างแน่นอน

                ทั้งนี้ ดาวบีเทลจุส เป็นดาวซูเปอร์ยักษ์แดงที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทุกค่ำคืน มีแสงสว่างเป็นลำดับที่ 9 บนฟ้า และเป็นดาวที่สว่างเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มดาวนายพราน เปล่งแสงสว่างไม่คงที่ในแต่ละปี โดยจะค่อย ๆ สว่างมากที่สุดและจางลงเรื่อย ๆ ก่อนกลับมาสว่างจ้าอีกครั้งทุก ๆ 5.8 ปี 

                ส่วนอายุของดาวบีเทลจุสนั้น นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่ามันน่าจะมีอายุประมาณ 10 ล้านปีเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงอายุที่ใกล้จะถึงจุดจบของมันเต็มที เพราะโดยปกติแล้วดาวดวงใหญ่ ๆ นี้จะมีอายุขัยสั้นกว่าดาวดวงเล็ก ๆ มาก เนื่องจากเป็นดาวขนาดมหึมาที่มีมวลมาก สว่างมาก และมีอุณหภูมิสูงมาก จึงมีการใช้พลังงานมากกว่าและไฮโดรเจนภายในก็จะหมดไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อมันเกิดการระเบิด  แรงระเบิดของมันจะขับไล่ดวงดาวและวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้ให้กระเด็นออกไปด้วยความเร็วแสง เกิดคลื่นกระแทกระหว่างดาวอย่างรุนแรง ซึ่งการแพร่กระจายของคลื่นกระแทกจากการระเบิดนี้ สามารถทำให้เกิดดวงดาวน้อยใหญ่ดวงใหม่ ๆ ได้อีกมากมายเลยทีเดียว

ที่มา  http://hilight.kapook.com/view/55533

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

พม่า เผชิญอากาศหนาวเย็น หิมะตกหนัก-บ้านพัง







          เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดปรากฎการณ์หิมะตกอย่างหนักทางตอนเหนือของพม่า จนทำให้บ้านเรือนประชาชนพังเสียหาย สร้างความประหลาดใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก

          โดยปรากฎการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา บริเวณหมู่บ้านปันวา รัฐคะฉิ่น ทางตอนเหนือของพม่าซึ่งเป็นชายแดนประเทศพม่า-จีน หิมะได้ตกลงมาอย่างหนัก จนทำให้บ้านเรือนประชาชนพังเสียหาย ประชาชนไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ต้องปิดการสัญจรผ่านเป็นเวลาหลายวัน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ขณะที่เมืองชีพวยที่อยู่ติดกัน ก็เผชิญกับหิมะตกหนักไม่ต่างกัน ทำให้การสัญจรเป็นไปอย่างยากลำบาก ซึ่งประชาชนต่างรู้สึกประหลาดใจกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะพื้นที่ดังกล่าวไม่เคยมีอากาศเย็นและหิมะตกหนักเช่นนี้มาก่อน

          ส่วนที่เมืองบาเมาที่อยู่ถัดไปก็ไม่ต่างกัน สภาพอากาศมีอุณหภูมิลดต่ำลงอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จนมีรายงานว่า มีผู้สูงอายุในหมู่บ้านเกิดอาการช็อกจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย

          ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ทุน ลวิน อดีตผู้อำนวยการกรมอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยาในย่างกุ้ง ได้เปิดเผยว่า สภาพอากาศในประเทศพม่าจะมีอุณหภูมิลดต่ำลงในช่วงเดือนมกราคม ถึงมีนาคม โดยมีสาเหตุมาจากกระแสลมที่พัดผ่านหลายพื้นที่ จึงอาจต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็นเป็นช่วง ๆ ตลอดช่วง 3 เดือนนี้ และมีหิมะตกในบริเวณภูเขาและพื้นที่สูงในประเทศพม่า

          ทั้งนี้ ในขณะนี้หลายรัฐในพม่า ได้เผชิญกับสภาพอากาศหนาวเย็นมาตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยในรัฐคะฉิ่น ที่กำลังเผชิญกับหิมะตกในขณะนี้ สภาพอากาศมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 3-4 องศาเซลเซียส ขณะที่หลายเมืองในรัฐชิน ทางตะวันตกของพม่า และรัฐฉาน ทางตอนใต้ของพม่า ก็เผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น และมีอุณหภูมิติดลบในตอนกลางคืน

ที่มา  http://hilight.kapook.com/view/55452

หวั่น กทม.จมบาดาล นักวิชาการแนะย้ายเมืองหลวง

          เรื่อง "ย้ายเมืองหลวง" เป็นประเด็นที่คนพูดกันมานานมากแล้ว ย้อนไปตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่เคยมีแนวคิดย้ายเมืองหลวงไปจังหวัดเพชรบูรณ์ จากนั้นสมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก็เคยมีแนวคิดจะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เขาตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา เรื่อยมาจนถึงยุคหลัง ๆ แนวคิดการย้ายเมืองหลวงไปที่จังหวัดนครปฐม นครนายก ก็ผุดขึ้นมาเป็นประเด็นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เพียงแค่เป็นประเด็นชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้มีการดำเนินการหรืออะไรสืบเนื่องต่อจากนั้น

          ล่าสุด ประเด็นย้ายเมืองหลวงก็ยังถูกพูดถึงกันอยู่ หลังจากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยเจออุทกภัยครั้งใหญ่ แถมยังมีนักวิชาการออกมาเตือนภัยอยู่เนือง ๆ ว่า ในอนาคตอีกไม่กี่สิบยี่สิบปีข้างหน้า แผ่นดินจะยิ่งทรุดลง น้ำทะเลจะยิ่งกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น ที่สำคัญ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ยังออกมาระบุด้วยว่า กรุงเทพฯ คือพื้นที่เสี่ยงที่จะจมอยู่ใต้น้ำในอนาคต จึงควรพิจารณาเรื่องการย้ายเมืองหลวงอีกครั้ง ซึ่งจุดที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็น "โซนอีสานใต้"

          ด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ ศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ก็มีความเห็นไม่แตกต่างกัน โดยมองว่า กรุงเทพฯ เป็นที่ราบลุ่มต่ำ และพื้นดินยังทรุดลงปีละ 2-4 เซนติเมตร หากปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไร อีก 20 ปี กรุงเทพฯ ต้องเจอน้ำท่วมเหมือนอยู่ใต้ทะเล จึงแนะนำว่า ควรจะย้ายภาคส่วนกิจกรรมที่้เป็นศูนย์กลาง เช่น ศูนย์ราชการ ภาคบริการ อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ ไปยังจังหวัดฝั่งตะวันออกแทน เพราะตอนนี้กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยความแออัด

          สอดคล้องกับ ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย ที่เห็นควรว่า จำเป็นต้องย้ายความเจริญของกรุงเทพฯ ด้านต่าง ๆ กระจายไปหัวเมืองอื่น เช่น นครราชสีมา สระบุรี สุพรรณบุรี เพราะยิ่งนานวันการแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ จะยิ่งลำบากขึ้น เพราะระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แต่แผ่นดินทรุดลง แม้แต่การระบายน้ำฝนที่ตกในกรุงเทพฯ ออกสู่ทะเลก็ยังยากขึ้นตามไปด้วย

          ขณะที่ น.ส.อัญชลี ปัทมาสวรรค์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพฯ กล่าวว่า ทางสำนักผังเมืองกรุงเทพฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม เพราะขณะนี้สำนักผังเมืองกรุงเทพฯ กำลังรวบรวมจัดทำผังเมืองรวมฉบับใหม่ โดยวางแผนการป้องกัน และรับมือน้ำท่วมไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเพิ่มพื้นทีรับน้ำก่อนจะเข้าสู่กรุงเทพฯ เพิ่มเติม เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่รุนแรงในอนาคต


ที่มา  http://hilight.kapook.com/view/55429

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

ลำปางหนาวสุดในรอบ 5 ปี - เชียงราย ฝนตก 1 - 2 วันนี้


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม


          เกาะติดภูมิภาคทั่วประเทศไทย ประจำวันที่ 17 มกราคม กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนทั่วประเทศ อุณหภูมิลดลง 1 - 2 องศาเซลเซียส เนื่องด้วยความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนได้แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกมีอุณหภูมิลดลง ส่งผลให้พื้นที่ส่วนใหญ่มีอากาศหนาวเย็น มีลมแรงและมีอากาศหนาวจัดในบางพื้นที่  โดยอุณหภูมิพื้นราบต่ำสุดอยู่ระดับ 13 - 16 องศาเซลเซียส ส่วนยอดดอยอากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 0 - 7 องศาเซลเซียส ส่งผลให้หมู่บ้านชาวเขาบางแห่งก็เกิดสภาพอากาศที่หนาวจัดเคยเกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลอุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส โดยคาดว่าอุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียสในช่วงวันที่ 20 – 23 มกราคมนี้

          สถานการณ์ภัยหนาวในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย ล่าสุด วันที่ 17 มกราคม 2554

พื้นที่ในภาคเหนือ

จังหวัดเชียงราย

          สภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ยังคงมีอากาศหนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ทางสถานีอุตุนิยมวิทยา จังหวัดเชียงราย ได้รายงานการตรวจวัดอุณภูมิต่ำสุด ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย วัดได้ 15.5 องศาเซลเซียส โดยลดลงจากวันนี้ (16 มกราคม) อีก 1 องศาเซลเซียส ทำให้นอกจากจังหวัดเชียงราย จะมีอากาศหนาวเย็นลงอีกครั้งแล้วยังส่งผลให้อีกหลายจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงกัน มีอุณหภูมิที่ลดต่ำลงด้วย ซึ่งจากสภาพอากาศดังกล่าว จะทำให้จังหวัดเชียงรายมีอากศหนาวเย็นลงต่อไปอีกตลอดสัปดาห์ จึงขอเตือนประชาชนที่อยู่ตามยอดดอยให้ระวังเรื่องของสภาพอากาศที่ลดลง และเตรียมเครื่องนุ่งห่มให้พร้อมอยู่เสมอ ทั้งยังคาดว่าภายใน 1 - 2 วันนี้ จะมีฝนตกลงมาด้วย

จังหวัดเพชรบูรณ์

          ในเขตจังหวัดเพชรบรูณ์ ขณะนี้ได้เกิดอากาศหนาวเย็นขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ในช่วงเวลากลางคืน มีอุณหภูมิอยู่ที่ 9 - 12 องศาเซลเซียส ส่วนเวลากลางวันอุณหภูมิเฉลี่ย 16 - 18 องศาเซลเซียส ทำให้ประชาชนหลายพื้นที่ต้องออกมาก่อกองไฟ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย

จังหวัดลำปาง

          ขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ทั้ง 13 อำเภอ ได้ประสบปัญหาจากภัยหนาวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวัดอุณหภูมิจากบริเวณพื้นราบได้ 24 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยในเขตพื้นที่อำเภอแม่เมาะนั้น อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 7 - 9 องศาเซลเซียส ส่งให้ประชาชนในหลายพื้นที่ ต้องเผชิญความหนาวเย็นที่สุด ในรอบ 5 ปี ทั้งยังคาดว่าอุณหภูมิจะยังลดต่ำลงอีก และปีนี้จังหวัดลำปางจะมีอากาศหนาวยาวนานกว่าทุกปีด้วย

 
พื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จังหวัดกาฬสินธุ์

          สภาพอากาศในขณะนี้ อุณหภูมิยังคงลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ราบ ในช่วงกลางวันอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 12 องศาเซลเซียส แต่บริเวณผาเสวย ตำบลผาเสวย อำเภอสมเด็จ อุณหภูมิลดเหลือ 3 องศา ส่งผลให้เกิดหมอกหนา ทำให้ประชาชนที่สัญจรผ่านเทือกเขาภูพาน จากจังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดสกลนคร ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ อุณหภูมิที่ลดลงยังก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ  ทำให้มีผู้ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มมากขึ้น

จังหวัดขอนแก่น

          จังหวัดขอนแก่นได้ประกาศให้ทั้ง 26 อำเภอ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติภัยหนาวแล้ว  ส่งผลให้ชาวบ้านที่บ้านขามเจริญ ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ต้องหาฟืนมาก่อไฟผิงให้ความอบอุ่นก่อนเข้านอน ทั้งคาดว่า ในบางพื้นที่จะมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง  โดยเฉพาะพื้นที่ อำเภอภูผาม่าน อำเภอโคกโพธิ์ไชย  อำเภอภูเวียง และอำเภอหนองนาคำ

จังหวัดชัยภูมิ

          สภาพอากาศหนาวในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ มีอุณหภูมิต่ำประมาณ 15 - 18 องศาเซลเซียส ประกอบกับที่อุณหภูมิลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประกาศให้ทั้ง 16 อำเภอ เป็นพื้นที่ประสบภัยหนาว และด้วยปีนี้อากาศหนาวเย็นในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิมาเร็วกว่าหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เตรียมเครื่องกันหนาวไม่ทัน จึงต้องหาฟืนมาก่อไฟผิงเพื่อคลายหนาว

จังหวัดมุกดาหาร

          ด้วยสภาพอากาศในพื้นที่ที่อุณหภูมิยังลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่พักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากในช่วง 2 - 3 วันที่ผ่านมานอกจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นแล้ว ยังมีลมพัดแรงมาจากแม่น้ำโขง จึงเพิ่มความหนาวเย็นขึ้นไปอีก ทำให้หลายครอบครัวต้องก่อไฟในเตา แล้วเอาเข้าไปนั่งพิงอยู่ภายในบ้านกันตลอดทั้งวัน   ซึ่งชาวบ้านบอกว่า ในปีนี้อากาศหนาวทั้งหนาวต่อเนื่อง และมีลมพัดแรงกว่าทุก  ๆ ปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก เด็ก และคนชรา ก็เจ็บป่วยกันเป็นจำนวนมาก
 
จังหวัดอุบลราชธานี

          ด้วยสภาพอากาศในพื้นที่มีอุณหภูมิต่ำสุด 10  องศาเซลเซียส ทำให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประกาศให้ทั้ง 25 อำเภอ ในจังหวัดอุบลราชธานี เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติภัยหนาว ทั้งได้ประกาศเตือนประชาชนที่ใช้วิธีก่อไฟผิงไล่อากาศหนาวเย็นให้ระมัดระวังการเกิดอัคคีภัย ที่พักอาศัย และร่างกาย โดยจากสถิติช่วงที่มีอากาศหนาว จะมีอัคคีภัยเพิ่มขึ้น จากช่วงปกติถึง 2 เท่า และตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม มีอัคคีภัยเกิดขึ้นในจังหวัดแล้ว 3 ราย ส่วนคนชราและเด็กให้ระมัดระวังไฟลวกตามร่างกาย จากการก่อไฟผิงไล่ลมหนาวไว้ด้วย สำหรับสภาพอากาศในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย 10 - 17 องศาเซลเซียส ส่งผลให้มีอากาศหนาวไปจนถึงปลายสัปดาห์
 

[17 มกราคม]อากาศเย็นลง ทั่วทุกภูมิภาค กทม.ลดต่ำ 20 องศา


           อากาศจะหนาวเย็นลงอีกทุกภาค เหนือ อีสาน มีน้ำค้างแข็งเกลื่อนตามยอดดอย ส่วน กทม.คนกรุงได้สัมผัสลมยะเยือกอีกหลายวัน

           กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายลักษณะอากาศตั้งแต่ช่วงนี้ถึงวันที่ 19 มกราคมว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงระลอกใหม่จากประเทศจีน แผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก มีอุณหภูมิลดลง มีลมแรงและอากาศหนาวเย็นต่อไปอีก ในขณะที่คลื่นกระแสลมตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือตอนบน ทำให้มีฝนตกในระยะแรก จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศา โดยที่ในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค.54 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น และ คลื่นลมในอ่าวไทยตอนล่างจะมีกำลังแรงขึ้น ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

           ข้อควรระวัง ในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค. ชาวเรือในอ่าวไทยควรระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือไว้ด้วย

ภาคเหนือ

           อากาศหนาวทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 14-15 องศา ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-18 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-6 องศา ส่วนในช่วงวันที่ 16-19 ม.ค. มีฝนเป็นแห่ง ๆ ถึงกระจาย ร้อยละ 20-40 ของพื้นที่ตอนบนของภาคในระยะแรก จากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศา และมีน้ำค้างแข็งบางแห่ง
    
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

           ในช่วงวันที่ 15 และ 19-21 ม.ค. อากาศหนาวทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 11-15 องศา ส่วนทางตอนล่างของภาคอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 16-17 องศา สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศา ส่วนในช่วงวันที่ 16-18 ม.ค. อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศา และมีลมแรง     

ภาคกลาง

           ในช่วงวันที่ 15 และ 20-21 ม.ค. อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 17-20 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศา ส่วนในช่วงวันที่ 16-19 ม.ค. อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศา และมีลมแรง ลมตะวันออกเฉียงเหนือความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก

           ในช่วงวันที่ 15 และ 20-21 ม.ค. อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13-15 องศา ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 16-19 ม.ค. อุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศา และมีลมแรง
    
           ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก)

           ในช่วงวันที่ 15-16 ม.ค. อากาศเย็นทางตอนบนของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา โดยมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ทางตอนล่างของภาค ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค. มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่ง อ่าวไทยตอนบนคลื่นสูง 1-2 เมตร อ่าวไทยตอนล่างคลื่นสูง 2-3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)

           อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศา และมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ตลอดช่วง ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

           ในช่วงวันที่ 15 และ 20-21 ม.ค. อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศา ส่วนในช่วงวันที่ 16-19 ม.ค. อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา และมีลมแรง
 

วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

ชี้ปี 53 โลกร้อน เป็นประวัติการณ์


เผยปีที่แล้วโลกมีอากาศร้อนที่สุด นับตั้งแต่เริ่มวัดสภาพอากาศในปี 2423 นักวิทยาศาสตร์ชี้ตั้งแต่ปี 2543 ทำสถิติปีที่ร้อนที่สุดมาตลอด บ่งถึงวิกฤติโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

          ศูนย์ข้อมูลภูมิอากาศของสถาบันวิจัยสภาพอากาศและมหาสมุทรสหรัฐชี้ว่า อุณหภูมิโลกในปี 2553 สูงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยปกติของศตวรรษที่ 20 ถึง 0.62 องศาเซลเซียส เท่ากับสถิติสูงที่สุดในปี 2548 หลายประเทศทั่วโลกเผชิญผลกระทบโลกร้อน เช่น รัสเซียและปากีสถาน ต่างประสบอุทกภัยใหญ่และภัยแล้งที่ทำลายผลผลิตการเกษตรไปมหาศาล สร้างความหวั่นเกรงว่า จะเกิดภาวะอาหารขาดแคลนจนเกิดจลาจลเหมือนที่เคยมีมาในปี 2551

          เดวิด อิสเตอร์ลิง ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลภูมิอากาศสหรัฐกล่าวว่า แม้จะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าภัยพิบัติต่าง ๆ มีสาเหตุโดยตรงจากภาวะโลกร้อน แต่อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นก็มีส่วนทำให้เกิดสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เขายังชี้ว่า อุณหภูมิตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ทำสถิติอุณหภูมิโลกสูงที่สุด 15 อันดับ และปีที่แล้วถือเป็นปีที่มีความชื้นในอากาศสูงที่สุด ก่อให้เกิดอุทกภัยในหลาย ๆ ประเทศ

          รายงานฉบับนี้ไม่ได้คาดการณ์สภาพอากาศในอนาคต แต่ทางคณะผู้วิจัยสภาวะอากาศของยูเอ็นเตือนว่า ปีนี้ยังอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศรุนแรงอีก ส่วนเจมส์ ฮันเซน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยอวกาศก๊อดดาร์ดของนาซา ออกมาย้ำว่า หากอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ลดลง สถิติโลกร้อนปี 2553 จะถูกทำลายอย่างแน่นอน
          ในระหว่างที่อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น มนุษย์ก็ยังไม่มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง แม้ว่าจะมีการเจรจาแก้ไขโลกร้อนซึ่งจัดโดยยูเอ็นที่เมืองแคนคูนในปีที่แล้ว โดยได้ตั้งเป้าลดอุณหภูมิโลกลงจากค่าเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส ทว่าการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากประเทศใหญ่ ที่เป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลกอย่างสหรัฐและจีน

          นิตยสารวิชาการทางภูมิศาสตร์รายงานผลวิจัยว่า อากาศหนาวจัดปลายปีที่แล้วก็มีสาเหตุมาจากสภาวะโลกร้อนเช่นกัน เนื่องจากเมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลายจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ก็จะนำพาเอาลมหนาวเคลื่อนลงมาทางใต้ ทำให้เกิดสภาวะอากาศหนาวจัดในยุโรปและสหรัฐปีที่แล้ว

          วลาดิเมีย เปตูกอฟ ประธานคณะวิจัยจากสถาบันศึกษาผลกระทบทางอากาศพ็อตสดัมของเยอรมนี กล่าวว่า "สภาวะอากาศหนาวรุนแรงเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนไม่ได้คาดคิด การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอากาศหนาวจัดในยุโรป และเอเชียเหนือขึ้นถึง 3 เท่า" อีกทั้งชี้ว่า อากาศหนาวจัดในปีที่แล้ว ไม่ได้ขัดแย้งกับปรากฏการณ์โลกร้อน แต่เป็นส่วนหนึ่งของผลกระทบโลกร้อนทั้งหมดในภาพรวม


ที่มา  http://hilight.kapook.com/view/55243

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

Touchbook เพิ่มความสะดวกซื้อขายหนังสือออนไลน์

นิสิตวิศวฯ มก.สร้างผลงาน Touchbook เพิ่มความสะดวกให้ระบบซื้อขายหนังสือออนไลน์ ทั้ง e-book แมกกาซีนอิเล็กทรอนิกส์ หนังสือเสียงและข่าวออนไลน์

          นิสิต ทีม First Class คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวด Acer Intel e-Publishing Business Model Contest ออกแบบประยุกต์สำหรับธุรกิจสิ่งพิมพ์ดิจิทัล ในทุกขั้นตอน ได้รับรางวัลทุนการศึกษา 30,000 บาท  Notebook Acer 1 เครื่อง พร้อมศึกษาดูงานต่างประเทศ  ซึ่งบริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดโดยมีผู้เข้าร่วมประกวดกว่า 10 ทีม จาก 8 มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2553 ณ Veranda Resort and Spa จังหวัดเพชรบุรี   นิสิตทีม First Class ประกอบด้วย นายวิทยา อัศวเสถียร นายวรทย์ ทองบัณฑิต และนายจิรศักดิ์        เล็กไม่น้อย นิสิตชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยมี รศ.ดร.กฤษณะ ไวยมัย เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาทีม โดยผลงานที่ได้รางวัลมีชื่อว่า Touchbook ซึ่งมาจาก touch (innovation) และ book  (content) คือระบบการซื้อขาย digital content ที่รองรับ content  ในทุกรูปแบบ  ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) แมกกาซีนอิเล็กทรอนิกส์ (e-magazine) หนังสือเสียง (audio book) ข่าวออนไลน์ เป็นต้น
        มีระบบพิมพ์           (e-Publishing) รองรับ ไม่ว่าจะเป็นการอัพโหลดสินค้า การป้องกันข้อมูล ระบบการซื้อ-ขาย ระบบสมาชิก     ระบบรายงานยอดขาย และการทำเทคโนโลยีต่อยอดทางธุรกิจ (Business Inteligence) สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์การอ่านอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ ทั้งคอมพิวเตอร์ iPad หรือโทรศัพท์มือถือ ทั้งการอ่านออนไลน์บนเว็บเพจ อ่านออฟไลน์ในเครื่องหรือแม้แต่แอบพลิเคชั่นบนอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่   ผลงาน Touchbook       ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มีจุดเด่นที่สามารถเอาชนะผู้ร่วมแข่งขันได้โดยการนำ Social Network กับ Business Intelligence เข้ามาในระบบเพื่อเพิ่มยอดขายนั่นเอง      นายวิทยา อัศวเสถียร หัวหน้าทีม กล่าวว่า โครงการนี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดให้กับระบบการพิมพ์ยุคใหม่ได้ ซึ่งนอกจากจะให้ความสะดวกสบายในการพกพา ซื้อขาย รวมทั้งจัดเก็บช่องทางการขายใหม่ ๆ ได้สะดวกรวดเร็วแล้วที่สำคัญคือเป็นการช่วยลดการใช้กระดาษและยังช่วยเพิ่มยอดขายให้สินค้า   ได้อีกด้วย

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/technology/20101215/367548/Touchbook-เพิ่มความสะดวกซื้อขายหนังสือออนไลน์.html

วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

แนะนำบทความดีๆเกี่ยวกับการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค จะเลือกอย่างไีรให้ถูกใจและคุ้มค่ามากที่สุด

acer notebook
ฉบับนี้ยังเป็นการเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่เช่นเดิม อย่าเพิ่งเบื่อนะครับเพราะว่าในฉบับนี้จะแนะนำวิธีการเลือกซื้อโน้ตบุค เนื่องจากเมื่อเดือนที่ผ่านมานั้นผู้เขียนตัดสินใจซื้อโน้ตบุคมาใช้หนึ่ง เครื่อง ด้วยความจำเป็นที่ต้องเดินทางอยู่บ่อยๆ ทำให้ใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ทอปไม่สะดวก แต่กว่าที่จะตัดสินใจซื้อโน้ตบุคได้นั้นก็ต้องไปหาข้อมูลและสอบถามผู้รู้ใน เรื่องนี้มากพอสมควร ซึ่งก็ได้ข้อมูลมามากพอสมควรที่จะแนะนำให้สมาชิกที่สนใจคอมพิวเตอร์โน้ตบุค
โน้ตบุคคอมพิวเตอร์ก็เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในประเภทของอุปกรณ์ที่อิน เทรนด์ ท่านลองนึกภาพที่เวลามีคนเดินเข้ามาแล้วเปิดโน้ตบุควางบนตัก แล้วเริ่มลงมือทำงาน ทุกคนก็จะจ้องกันเป็นตาเดียวด้วยความรู้สึกที่เท่ สมาร์ต ดูเป็นมืออาชีพ และบางคนซื้อโน้ตบุคก็ด้วยเหตุผลที่ต้องการทำให้ตนเองดูดีเท่านั้น การซื้อโน้ตบุคนั้นถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเลยทีเดียว และสำหรับการดำเนินธุรกิจทั้งหลายก็เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการใช้งาน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค
แต่ก็จะมีคำถามตามมาอีกว่า ทำไมโน้ตบุคจึงมีราคาแพงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ทั้งที่อุปกรณ์ทุกอย่างก็มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งท่านก็คงคิดว่ามันน่าจะถูกกว่า แต่ผิดเลยครับ ในโลกของเทคโนโลยีนั้นตรงข้ามกันอย่างมาก ยิ่งเล็กยิ่งแพงครับ เราลองย้อนกลับไปในศตวรรษก่อนจะพบว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องการพื้นที่ทั้ง หมดของห้องในการจัดเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นการที่จะทำให้เล็กลงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง นี่คือเหตุผลว่าทำไมโน้ตบุคถึงมีราคาแพง
นอกจากเรื่องราคาแล้ว โน้ตบุคก็ยังเสียหายได้ง่ายกว่าคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอีก เช่น การที่เราต้องเดินทางอยู่บ่อย ๆ และนำโน้ตบุคไปด้วยนั้น บางครั้งถ้าเราขาดความระมัดระวังแล้ว โน้ตบุคของเราก็อาจจะไปกระแทกกับอย่างอื่นก็อาจเป็นได้ หรือบางครั้งก็อาจจะเกิดจากการสะเทือนขณะเคลื่อนย้ายก็ได้ แม้ว่าจะมีราคาแพงและเสียหายได้ง่าย แต่โน้ตบุคก็ยังได้รับความนิยมดังเหตุผลต่อไปนี้
1. เป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับคนที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ และจะต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ในระหว่างที่เดินทางอยู่ หลาย ๆ คนใช้โน้ตบุคในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเปิดอ่านอีเมล์ นอกจากนี้ยังใช้สำหรับติดต่อกลับมายังสถานที่ทำงานของตนอีกด้วย
2. นอกจากโน้ตบุคจะเป็นอุปกรณ์หลักที่จะใช้ติดตัวไปทำงานนอกสถานที่ทำงานสำหรับ ผู้ที่มีอาชีพไม่ได้อยู่ในสำนักงาน ก็สามารถที่จะนำข้อมูลที่ได้กลับมาใส่ในคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป หรือนำอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ที่ได้ส่งอีเมล์หรือส่งทางเนตเวิร์กได้ทันที
3. เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะใช้แทนกระดาษบันทึกจากการฟังบรรยายหรือสัมภาษณ์ เช่น นักหนังสือพิมพ์ พนักงานขายสินค้าต่าง ๆ ก็สามารถที่จะบันทึกข้อมูลลงในโน้ตบุคได้ทันที และตัวโน้ตบุคเองก็สามารถที่จะเก็บข้อมูลได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคู่มือเล่มใหญ่ ๆ เมื่อต้องการค้นหา หรือแคตตาล็อกเมื่อต้องแสดงแบบของสินค้าให้ลูกค้าดู หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่ต้องใช้กระดาษมาก ๆ ก็สามารถเก็บลงในโน้ตบุคได้เลย
4. นอกจากนี้ยังเป็นเหตุผลส่วนตัวบางประการ เช่น ผู้ป่วยที่เพิ่งจะฟื้นไข้ก็สามารถที่จะทำงานอยู่บนเตียงผู้ป่วยได้เลย หรืออาจจะเล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง เพื่อความบันเทิงก็ได้ หรือบางบ้านใช้โน้ตบุคก็เพราะว่าประหยัดเนื้อที่ในบ้านและสามารถที่จะเคลื้อ นย้ายไปทำงานได้ทุก ๆ ห้องในบ้าน รวมทั้งหิ้วออกไปนอกบ้านได้ด้วย
compaq notebook
โดยทั่วไปแล้วเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคก็ไม่เหมือนกันทุกเครื่อง อีก ซึ่งสามารถแบ่งเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคออกได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. value notebook เป็นประเภทของโน้ตบุคที่ขายดีที่สุด เพราะว่าราคาจะพอดีและเหมาะสมกับงบประมาณของผู้ซื้อ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วในสเป็กของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เท่าเทียมกัน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะมีราคาที่แพงกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอ ยู่แล้ว ดังนั้นเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าย่อมที่จะมีราคาแพงกว่าเช่นกัน เพราะ value notebook เป็นการผสานกันระหว่างราคาที่ลงตัว และเฉลี่ยด้วยความสามารถที่อุปกรณ์ระดับหนึ่งจะทำได้ แต่รูปลักษณ์ก็ไม่เก๋ไก๋มากนัก
2. light notebook เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคประเภทนี้จะมีราคาแพงกว่าเครื่อง value notebook เพราะว่าเป็นความพยายามที่จะทำให้น้ำหนักของเครื่องน้อยลง อุปกรณ์บางชิ้นก็ต้องเอามาต่อภายนอกอีกที เช่น ช่องสำหรับใส่ดิสก์เก็ตต์ และมักจะใช้หลักการ clip-on เวลาที่เราจะใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมและมีการสำรองแบตเตอรี่ไว้เยอะ ๆ เมื่อเวลาที่จะนำออกไปข้างน้อยก็ค่อยถอดอุปกรณ์ที่ clip-on ออก ถ้าท่านจะตัดสินใจเลือกโน้ตบุคแบบนี้ก็ต่อเมื่อท่านต้องทำงานเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์อยู่ข้างนอกที่ทำงานเป็นส่วนใหญ่หรือตลอดเวลา เนื่องจากว่าโดยปกติโน้ตบุคก็มีน้ำหนักมากพอสมควรถ้าต้องถืออยู่ตลอดเวลา หรือใช้เวลานานพอสมควร จะทำให้เมื่อยมือและเสียบุคลิกภาพได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะมีปัญหามากกว่าผู้ชายเพราะบางครั้งผู้หญิงที่ต้องใส่กระโปรงและรองเท้า ส้นสูงก็อาจทำให้เมื่อยล้าเพิ่มขึ้นไปอีก
3. bells and whistles notebook หรือที่เรียกกันว่า power notebook หรือ high-end notebook แบบนี้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่สามารถทำได้ทุกอย่าง และมีราคาสูงด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากคำว่า “high-end” เมื่อไหร่ที่ท่านเจอคำนี้ให้ทำใจไว้ได้เลยครับว่าแพงกว่าธรรมดาแน่นอน ก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะ ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจซื้อโน้ตบุคที่เป็นแบบ “high-end” นั้น จะต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่าท่านจะได้อะไรเพิ่มขึ้นมาจากการซื้อโน้ตบุ คดังกล่าว หรือว่าเพียงแค่ต้องการทำให้ดูดีเท่านั้น โดยปกติการพิจารณาโน้ตบุคก็จะดูกันที่ความสามารถของการทำงาน ซึ่งก็จะเร็วอยู่แล้ว และก็จะดูอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น ช่องใส่ดิสก์เก็ตต์ หรือช่องใส่ดีวีดี หรือมีฮาร์ดดิสก์มากพอไหม และที่ยิ่งสำคัญไปกว่านั้นก็คือ การสำรองแบตเตอรี่ ยิ่งนานก็ยิ่งเป็นจุดเด่นของโน้ตบุคยี่ห้อนั้น ๆ บางรุ่นก็เพิ่มเทคโนโลยีไร้สายเข้าไป รวมทั้งมีอินฟราเรดพอร์ตด้วย หมายความว่าท่านสามารถส่งผ่านข้อมูลไปพิมพ์ออกพริ้นเตอร์ได้โดยไม่ต้องต่อ สาย หรือนำเสนอผ่านโปรเจคเตอร์โดยไม่ต้องใช้สายด้วยเช่นกัน โน้ตบุคประเภทนี้ยังมีระบบไฟและระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสูง และมีหน่วยความจำเยอะ ช่วยให้การทำงานเร็ว อีกทั้งยังมีหน้าจอขนาดใหญ่กว่าโน้ตบุคแบบธรรมดาอีกด้วย ท่านคงต้องตัดสินใจที่จะซื้อไว้สักเครื่องถ้าท่านมีแผนที่จะดำเนินธุรกิจ ร่วมไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบเดสก์ทอป หรือถ้าท่านต้องการใช้งานแบบกราฟิก หรือการใช้งานด้านเสียงจากเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุค ก็ต้องเลือกโน้ตบุคประเภทนี้ครับ แต่ก็อย่าลืมว่าเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่เป็น “high-end” แม้จะมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงแต่ก็จะตกรุ่นได้เร็วเหมือนกัน เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาครับท่าน
toshiba notebook
องค์ประกอบของโน้ตบุค
หลังจากที่ท่านตัดสินใจได้แล้วว่าอยากจะได้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคประเภท ไหนแล้ว ทีนี้ก็ต้องมาดูรายละเอียดของแต่ละยี่ห้ออีกว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรซึ่ง มีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร เพื่อความง่ายในการพิจารณา ผู้เขียนจะแยกองค์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคออกเป็นส่วน ๆ แล้วมาดูกันว่าแต่ละส่วนต้องพิจารณาอย่างไรและมีความแตกต่างจากเครื่อง คอมพิวเตอร์เดสก์ทอปอย่างไร
1. notebook processor สิ่งที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปก็คือ ขนาด แต่ความเร็วก็เหมือนกันในรุ่นที่เท่ากัน และก็เหมือนกับเดสก์ทอปที่ตัวเลขบอกความเร็วของเมกะเฮิร์ต ถ้ายิ่งมากก็ยิ่งประมวลผลเร็ว และถ้าเป็นโปรเชสเชอร์ของ celeron ก็จะทำงานได้ช้าก็ pentium แต่ celeron ก็จะมีราคาถูกกว่า
2. คีย์บอร์ด ถ้าท่านคิดว่าจะใช้แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้เหมือนกันกับ แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอปแล้วละก็ ท่านคิดผิดแล้วละครับ แป้นพิมพ์ของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะเล็กกว่า ก็หมายความว่าการที่ท่านจะวางนิ้วตามปกติของท่านบนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบ เดสก์ทอปนั้นก็จะไม่เหมือนกัน แต่เมื่อใช้ไปในเวลานาน ๆ บนคอมพิวเตอร์โน้ตบุคก็อาจจะทำให้เมื่อยและเกิดอาการปวดตามข้อนิ้วได้ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคบางรุ่นก็สามารถนำแป้นพิมพ์ของเดสก์ทอปมาต่อกับ โน็ตบุคได้ ทำให้เกิดความสะดวกมากขึ้น ซึ่งในกรณีนี้เครื่องคอมพิวเตอร์โตบุคจะมีช่องให้เสียบได้ที่ด้านหลังของ เครื่อง แต่อย่างไรก็ตามก็ควรเลือกแป้นพิมพ์ที่ไม่หนัก คือใช้น้ำหนักกดลงไปไม่มากและมีการคืนตัวที่พอดี นอกจากนี้ควรทำขนาดให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งแต่ละยี่ห้อจะมีความแตกต่างกัน ต้องเลือกดูให้ดีนะครับ
3. navigation device อุปกรณ์ที่ว่านี้เปรียบเทียบได้กับเม้าส์ของเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งมันก็คืออุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมการเลื่อนตำแหน่งเคอร์เซอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะมีอุปกรณ์ประเภทนี้แตกต่างกันไป แต่ที่เห็นใช้กันมากในปัจจุบันนั้นเรียกว่า “touchpad” ซึ่งมีพื้นผิวให้ผู้ใช้ได้สัมผัสในการระบุตำแหน่งเคอร์เซอร์โดยใช้เมตริกซ์ ของระนาบ เม้าส์จะเลื่อนตามเมื่อเราเลื่อนนิ้วไปบน touchpad แต่บางครั้ง touchpad ก็สูญเสียเมตริกซ์ทำให้ไม่สามารถควบคุมเม้าส์ได้ ก็จะเกิดความผิดพลาดขึ้น ส่วนอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “trackball” อันนี้ก็ให้นึกถึงเม้าส์ที่หงายท้องนะครับ เวลาใช้ก็ใช้นิ้วกลิ้งแล้วเม้าส์ก็จะเลื่อนตามลูกบอลที่กลิ้งไป นอกจากนี้ก็มีอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “accupoint” จะเป็นแท่งเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ตรงกลางของแป้นพิมพ์ เวลาใช้ก็ใช้นิ้ววางที่ accupoint แล้วกดน้ำหนักลงไปเล็กน้อย จากนั้นถ้าต้องการเลื่อนเม้าส์ไปทางซ้ายก็ผลัก accupoint ไปทางซ้าย อยากเลื่อนไปทางขวาก็ผลักไปทางขวา แต่จะเลือกแบบไหนก็ตามใจชอบนะครับ แต่ขอให้ลองสัมผัสดูก่อนไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ก็ชอบแบบนี้แบบนั้นเลย ผู้เขียนกลัวว่ามันจะไม่ทำงานหรืออาจจะไม่เหมาะกับเรา แต่อย่างไรก็ตามเราสามารถต่อเม้าส์เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้ครับ
4. Display จริง ๆ แล้วหน้าจอของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคถือเป็นจุดขายที่สำคัญเลยทีเดียว เพราะว่าจอที่มีคุณภาพต่ำและมีขนาดเล็กจะทำให้ผู้ใช้สายตาเสียและหัวเสียได้ ครับ หน้าจอที่ชัดและขยายใหญ่ให้ได้มากที่สุดจะเป็นของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ คในฝันของผู้ใช้เลยทีเดียว แต่ขนาดของจอโดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 13.3-15.0 นิ้ว (วัดตามแนวเส้นทะแยงมุม) สำหรับหน้าจอถ้าแบ่งตามเทคโนโลยีที่ใช้ จะแบ่งได้ 3 ประเภท คือ
4.1 Thin Film Transistor (TFT) เป็นจอที่ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ให้ความคมชัดอยู่ในเกณฑ์ดี
4.2 Double Layer Super Twist (DSITN) เป็นจอที่มีคุณภาพด้อยกว่าแบบ TFT และราคาจะถูกกว่า นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในด้านการแสดงภาพ
4.3 High-Performance Addressing (HPA) เป็นจอที่มีประสิทธิภาพสูง มีการปรับ contrast ที่ดี ให้มุมมองกับภาพที่ดีกว่าแบบ TFT และส่วนใหญ่จอประเภทนี้จะเป็นจอของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคแบบ “high-end” ด้วย
อย่างไรก็ตามความละเอียดของหน้าจอ (resolution) ก็มีความสำคัญในการใช้งาน เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่มีความละเอียดสูง ๆ ย่อมดีกว่าความละเอียดน้อย ๆ จอที่เป็น VGA ก็จะเป็นจอที่มีคุณภาพต่ำสุด รองลงมาคือ SVGA และคุณภาพสูงสุดคือ XGA
5. hard disk drive ก็คงเหมือนคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป ซึ่งฮาร์ดดิสก์ก็จะเป็นที่เก็บข้อมูลถาวรในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน โดยทั่วไปฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีความจุมากว่าขนาดเล็ก ท่านอาจจะประหยัดในส่วนนี้ คือ ไม่จำเป็นเลือกฮาร์ดดิสก์ที่มีขนาดใหญ่มาก และผู้เขียนก็ไม่แนะนำพวกรูปภาพหรือดาวน์โหลดอะไรก็ตามจากอินเตอร์เน็ตมา เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ด้วย เพราะว่าจะเปลืองเนื้อที่โดยไม่จำเป็น และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ท่านต้องใช้โปรแกรมหลาย ๆ ตัว ซึ่งเรียกขึ้นมาจากฮาร์ดดิสก์ เช่น โปรแกรมในกลุ่ม office หรือโปรแกรมเฉพาะในที่ทำงานของท่านเอง ดังนั้นแทนที่ท่านจะใช้ฮาร์ดดิสก์ในการเก็บข้อมูล ผู้เขียนแนะนำว่าใช้เก็บโปรแกรมจะดีกว่าครับ ขนาดของฮาร์ดดิสก์จะอยู่ที่ประมาณ 4-24 GB ซึ่ง 4 GB เป็นมาตรฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่มีขนาดเล็กที่สุดในปัจจุบัน แล้วก็ตามมาด้วยที่ 8 GB แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคบางรุ่นบางยี่ห้อ สามารถเพิ่มฮาร์ดดิสก์ได้จากช่องที่ให้เสียบด้านล่างถ้าท่านต้องการเนื้อที่ เพิ่ม ซึ่งอาจจะเป็นอีกไดร์ฟหนึ่งซึ่งจะไม่เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป เพราะว่าสามารถถอดออกได้ง่าย
6. RAM “แรม” (random access memory) เป็นหน่วยความจำชั่วคราวที่ทำงานขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์เปิดอยู่ แรมมีหน่วยเป็น megabyte (MB) แรมยิ่งมากเครื่องคอมพิวเตอร์ยิ่งทำงานเร็ว แรมที่ดี หมายความว่าท่านสามารถทำงานได้หลาย ๆ งาน พร้อม ๆ กัน โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ช้าและไม่แฮงค์ เพราะถ้าเป็นแบบนี้เนื่องมาจากแรมไม่พอ ซึ่งจะเหมือนกันทั้งเครื่องเดสก์ทอปและเครื่องโน้ตบุค สำหรับเหตุผลที่ใช้ตัดสินใจในการเลือกจำนวนของแรมที่เหมาะสม เพราะถ้าเพิ่มแรมมากขึ้นก็หมายถึงเงินที่จะต้องจ่ายก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย เช่นกันครับ แม้ว่าเพิ่มเงินเล็กน้อยแล้วได้แรมมากขึ้นก็ไม่แนะนำ แรมที่เหมาะสมในการใช้งานแบบพื้นฐานก็จะประมาณ 32 MB แต่ถ้าจะมีการพิมพ์ การเล่นเกม การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต แรมควรจะอยู่ที่ 64 MB หรือมากกว่า และถ้าจะให้ดีควรที่จะเหลือเผื่อไว้สำหรับการเพิ่มแรมในอนาคตด้วย โดยทั่วไปแล้วแรมจะมีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้
6.1 Extended Data Out (EDO)
6.2 Fast Page Mode (FPM)
6.3 Synchronous Dynamic Ram (SDRAM)
ซึ่งทั้ง 3 ประเภทนี้ SDRAM จะเป็นแรมที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
7. แบตเตอรี่ (battery) ก็เป็นจุดที่สำคัญอีกจุดหนึ่งในการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ต บุค เพื่อที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องเสียบ ปลั๊ก ซึ่งแบตเตอรี่ของโน้ตบุคมี 2 แบบ คือ Lithium Ion (LiIon) และ Nickel Metal Hydride (NiMH) แบบ LiIon จะเก็บไฟได้มากกว่าแบบ NiMH 10% และเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคจะต้องสามารถทำงานได้ 2-3 ชั่วโมงโดยใช้แบตเตอรี่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับงานที่ทำและคุณสมบัติของการประหยัดพลังงานของโน้ตบุคแต่ละ เครื่องด้วย ยกตัวอย่างเช่น notebook pentium III มีคุณสมบัติ low-power มันก็จะประหยัดพลังงานเมื่อเวลาที่เราไม่ใช้เครื่อง และบางเครื่องก็มีช่องให้ใส่แบตเตอรี่ได้ 2 ก้อน ถ้าคุณต้องการเพิ่มเวลาเป็นอีกเท่าตัว เรื่องนี้สำคัญมากนะครับสำหรับคนที่ต้องใช้แบตเตอรี่บ่อย ๆ ก็ต้องดูกันที่ค่าเฉลี่ยของชั่วโมงที่ใช้งาน
8. extra storage เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคส่วนใหญ่จะมีช่องใส่ดิสก์เก็ตต์กับช่องใส่ซีดี เป็นแบบที่สามารถถอดออกได้ โดยส่วนมากตัวที่จะไม่ติดมากับเครื่องเลยมักจะเป็นช่องใส่ดิสก์เก็ตต์ เพราะเก็บข้อมูลได้น้อย แต่จะนำมาต่อเข้าในภายหลัง ถ้าจำเป็นต้องใช้ท่านก็สามารถเลือกได้ว่าต้องการอุปกรณ์ชิ้นใด เช่น ต้องการอ่านข้อมูลจากซีดีหรือดีวีดี เพียงอย่างเดียว หรือต้องการบันทึกข้อมูลลงซีดีด้วย ก็จะเป็นหลาย ๆ แบบให้เลือกตามความต้องการ เพียงแต่ว่าช่องสำหรับอ่านซีดีนั้นไม่สามารถอ่านดีวีดีได้ แต่ช่องสำหรับอ่านดีวีดีสามารถอ่านซีดีได้ครับ ถ้าท่านต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ได้เรื่อยในอนาคต ช่องที่เป็นดีวีดีจะเหมาะกว่าเพราะสามารถอ่านข้อมูลได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลนอกเหนือจาก ฮาร์ดดิสก์ เช่น Iomaga zip drive หรือ imation superdisk พวกนี้ก็เป็นน้องฮาร์ดดิสก์ ก็แล้วแต่ว่าบริษัทไหนจะเรียกอย่างไร
9. PC card เป็นที่ใช้สำหรับทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคทำงาน ร่วมกับ fax / modem หรือสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายต่าง ๆ ได้ และสามารถโอนย้ายข้อมูลด้วยความเร็วไปเก็บยังที่ที่ต้องการได้ด้วยครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับ ผู้เขียนคิดว่าข้อมูลเหล่านี้คงจะมีประโยชน์หรือช่วยให้ท่านตัดสินใจที่จะ ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้ง่ายขึ้นนะครับ สำหรับการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุคมือสองนั้น ผู้เขียนไม่ค่อยอยากจะแนะนำให้ทำนะครับ เพราะว่าท่านจะไม่ทราบเลยว่ามันเคยเป็นอะไรมาก่อนรึเปล่า ตกหรือเปล่า ฮาร์ดดิสก์เสียรึเปล่า navigation device ยังทำงานดีอยู่รึเปล่า แล้วยังอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับอุปกรณ์ตัวอื่น ๆ อีก แล้วอะไหล่ของอุปกรณ์โน้ตบุคก็มีราคาสูง และบางครั้งการเปลี่ยนมือก็จะสิ้นสุดการรับประกัน ดังนั้นก่อนซื้อต้องตัดสินใจให้ดีนะครับ


ที่มา http://www.school.net.th/schoolnet/article/read.php?article_id=579

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

สติกำกับลมหายใจ




ธรรมบรรยาย โดยท่าน ติช นัท ฮันห์
 
ในเวลาที่เรากำลังจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า-ออกของเราอยู่ แล้วมีความคิดเกิดขึ้นมา หรือมีอารมณ์ เกิดขึ้นมา เราจะจัดการกับมันอย่างไร ?
เมื่อเราได้นำความสนใจกลับมาสู่ลมหายใจของเรา เราก็ได้นำจิตของเรากลับมาหากายของเราแล้ว ลมหายใจที่มีสติ ก็จะช่วยสร้างพลังแห่งสติด้วย สตินั้นก็คือพลังอย่างหนึ่งที่จะสามารถทำให้เรา ตระหนักรู้ความรู้สึก และโอบรับความรู้สึก และเปลี่ยนแปรความรู้สึกนั้น

ในช่วงแรกเราอาจจะตั้งใจและใส่ใจที่จะตามลมหายใจเข้าออก และเมื่อเราได้มีสติขึ้น เกิดพลังแห่งสติขึ้นแล้ว เราอาจจะ ใช้พลังแห่งสตินั้น เพื่อที่จะตระหนักรู้ โอบอุ้ม และเปลี่ยนแปรความรู้สึกที่เกิดขึ้น และนั่นก็คือบทแบบฝึกหัดที่กล่าวว่า
๐ หายใจเข้าฉันตระหนักรู้ถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น
๐ หายใจออกฉันปลดปล่อยความตึงเครียดในความรู้สึกของฉัน


ในพระสูตรอานาปานสติ พระพุทธองค์ได้ทรงแนะนำให้เราใช้แบบฝึกหัดโดยตระหนักรู้ โอบรับร่างกายของเรา และ ปลดปล่อยความตึงเครียดที่อยู่ในร่างกายของเราเสียก่อน หลังจากที่เราสามารถทำเช่นนั้นกับร่างกายของเราได้ เราก็ สามารถที่จะทำกับความรู้สึก อารมณ์ของเราได้เช่นเดียวกัน
๐ หายใจเข้าฉันตระหนักรู้ถึงความรู้สึกของฉัน
๐ หายใจออกฉันปลดปล่อยความรู้สึกตึงเครียดในความรู้สึกของฉัน


ความรู้สึกนั้นอาจจะรุนแรงมากจนกลายเป็นอารมณ์ และมีหนุ่มสาวหลายท่าน ที่อาจจะไม่รู้วิธีจัดการกับอารมณ์รุนแรง ที่เกิดขึ้น คนหนุ่มสาวเหล่านั้นได้ฆ่าตัวตายเพราะอารมณ์รุนแรงเหล่านั้น เพราะเขาคิดว่า การตายคือหนทางแห่งการ ออกจากอารมณ์รุนแรงนั้น และนั่นคือเหตุผลที่เราจะต้องสอนคนหนุ่มสาวนั้น ให้รู้วิธีโอบรับความรุนแรงทางอารมณ์ ทีเกิดขึ้น และเปลี่ยนแปรความรุนแรงของอารมณ์นั้น

อารมณ์รุนแรงนั้นก็เป็นดั่งพายุที่ร้ายแรง มันมาแล้วมันก็จะต้องไป แต่ทำไมเราจะต้องตายกับอารมณ์เดียวเท่านั้น อารมณ์นั้นเป็นส่วนเล็กๆ ของเราส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เราเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าอารมณ์เพียงอารมณ์เดียวนั้น ถ้าเรารู้วิธี ที่จะใช้พลังแห่งสติจัดการกับอารมณ์นั้น ควบคุมอารมณ์นั้น เราสามารถที่จะเปลี่ยนแปรอารมณ์นั้น และทำให้สงบลงได้
การฝึกตามลมหายใจอย่างมีสติกับท้องของเรา
การมีสติกับท้องที่พองขึ้นและท้องยุบลงในขณะที่หายใจเข้าออก เป็นวิธีการที่จะ จัดการกับอารมณ์รุนแรงได้อย่างดียิ่ง ในขณะที่เรามีอารมณ์รุนแรงเกิดขึ้น เราไม่ควร ปล่อยให้ตัวของเรา ใจของเราอยู่ในระดับสมอง วุ่นวายอยู่บนความคิดในสมอง เราควรจะนำความสนใจทั้งหมดมาอยู่ใต้สะดือในระดับท้อง และมุ่งความสนใจ ทั้งหมดอย่างเต็มที่ไปที่ท้องที่พองขึ้นและยุบลง ในการตามลมหายใจ เข้าและออก ถ้าเราอยู่ตรงนั้นอย่างหนักแน่นกับลมหายใจเข้า-ท้องพอง หายใจออก -ท้องยุบลง ในเพียงเวลาแค่ 5 นาที อารมณ์รุนแรงนั้น ก็สามารถที่จะสงบลงได้

แต่เราไม่ควรจะรอให้เกิดอารมณ์รุนแรงแล้วเราถึงจะเริ่มฝึกปฏิบัติ เพราะว่าเมื่อถึง เวลาที่เราเกิดอารมณ์รุนแรงแล้ว เราจะลืมที่จะฝึกปฏิบัติ เราควรจะเริ่มฝึกตั้งแต่วันนี้ วันละ 5-10 นาที การฝึกตามลมหายใจกับท้องที่พองขึ้นและยุบลง และถ้าเราฝึก เช่นนั้นได้ประมาณสัก 3 อาทิตย์ มันจะกลายเป็นนิสัยของเรา และเมื่อเราเกิดอารมณ์ รุนแรงขึ้น เราก็จะจำได้ที่จะฝึกปฏิบัติ และเมื่อเราประสบความสำเร็จ ผ่านอารมณ์ รุนแรงแบบนี้ไปได้ เธอก็จะไม่มีความกลัวกับอารมณ์รุนแรงที่จะเกิดขึ้นอีก และเธอ ก็จะบอกกับตัวเธอเองได้ว่า เมื่อมีอารมณ์รุนแรงเกิดขึ้นอีกในครั้งต่อไป เธอก็รู้ที่จะ จัดการกับมันอย่างไร และจะผ่านมันไปได้อย่างไร

เมื่อเด็กร้องไห้ เธออาจจับมือเด็กคนนั้น และเชื้อเชิญให้เด็กคนนั้นตามลมหายใจ ร่วมกับเธอ โดยตามลมหายใจร่วมกับท้องที่พองขึ้นและยุบลง เราควรจะสอนเด็กๆ หรือวัยรุ่นให้รู้วิธีการหายใจกับท้องแบบนี้ และนั่นจะช่วยให้เขารักษาชีวิตให้รอด มาได้

ที่ประเทศฝรั่งเศสที่เราพำนักอยู่ มีเด็กหนุ่มสาวที่ฆ่าตัวตายวันละประมาณ 34-35 คน ที่ประเทศฮ่องกงก็เช่นเดียวกัน มีเด็กหนุ่มสาวกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เพราะไม่รู้วิธี ที่จะจัดการกับอารมณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ที่ประเทศอังกฤษ อเมริกาเหนือ คนหนุ่มสาว ฆ่าตัวตายกันเป็นจำนวนมากขึ้น

เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งสำคัญมากที่เราจะต้องฝึกปฏิบัติตามลมหายใจอย่างมีสติ ดูแล ความรู้สึกของเราที่เกิดขึ้นมาให้ได้ เมื่อเราสามารถที่จะปฏิบัติได้ เราก็จะสามารถ แลกเปลี่ยน และช่วยเหลือคนรุ่นใหม่ได้อีกมากมาย แบบฝึกหัดที่ 7 และ 8 ของ อานาปานสติก็คือ แบบฝึกหัดที่จะให้เรากลับมาอยู่กับลมหายใจ ของเรา


ที่มา  http://variety.teenee.com/saladharm/32299.html

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

Trans Fat ภัยร้ายใกล้ตัวกว่าที่คิด

           
          ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายในฐานะของแหล่งพลังงานที่สำคัญเช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน โดยไขมันให้พลังงานถึง 9 กิโลแคลอรี่ต่อกรัม ซึ่งมากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน, ไขมันมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตช่วยในการละลายวิตามินที่มีประโยชน์ต่อกระดูกและร่างกาย (A, D, E) นอกจากหน้าที่ต่อร่างกายแล้ว ไขมันยังมีส่วนสำคัญในด้านเนื้อสัมผัส กลิ่มรส ความชุ่มเนื้อ และรสชาติของอาหารอีกด้วย โดยไขมันจะมีองค์ประกอบที่สำคัญคือกรดไขมัน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ กรดไขมันอิ่มตัวและกรดไขมันไม่อิ่มตัว

             Trans fat หรือที่เรียกชื่อเต็มๆว่า Trans fatty acid เป็นกรดไขมันชนิดหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่กล่าวถึงมากในหมู่นักวิชาการด้านอาหาร เนื่องจากองค์การอนามัยโลกประกาศจำกัดการบริโภค Trans fat ให้น้อยกว่าร้อยละ1 ของพลังงานที่ร่างกายต้องการ และหน่วยงานด้านอาหารและยาในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ได้ออกกฎหมายบังคับให้ผู้ผลิตอาหารแสดงปริมาณ Trans fat บนฉลากโภชนาการเพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้บริโภคตัดสินใจที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ

             Trans fat เป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่มีคุณสมบัติเหมือนไขมันอิ่มตัว สามารถพบได้ตามธรรมชาติเล็กน้อยในอาหารพวกเนื้อแดงและผลิตภัณฑ์นมประมาณร้อยละ2-5 ของไขมันทั้งหมด แต่ด้วยความสามารถของมนุษย์ซึ่งเป็นนักคิดค้น จึงได้สังเคราะห์ Trans fat ขึ้นจากไขมันไม่อิ่มตัวของพืช ไขมันพืชที่ผ่านกระบวนการแปรสภาพทางเคมีโดยอาศัยปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชัน (Hydrogenation) จะทำให้เกิดกรดไขมันชนิดทรานส์ (Trans Fatty Acid) ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนไขมันอิ่มตัวที่มาจากสัตว์คือ สามารถแข็งตัวได้ที่อุณหภูมิห้อง จากการคิดค้นดังกล่าวทำให้ Trans fat ได้รับความสนใจอย่างมากในปี ค.ศ. 1911 องค์การอุตสาหกรรมอาหารได้ผลิตสินค้าที่เรียกว่า Shortening (เนยขาว) ออกสู่ท้องตลาด ซึ่ง Shortening นี้มีคุณสมบัติเด่นคือ สามารถเก็บได้นาน แข็งโดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น คงรูป ไม่เยิ้ม ไม่เหม็นหืนง่าย ทำขนมกรอบอร่อย และสามารถลดต้นทุนได้มากกว่าเนยสด จึงเป็นที่นิยมของโรงงานผลิตขนม และผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ดังนั้นจึงพบ Trans fat ในอาหารหลากหลายชนิด เช่น ขนมอบทั้งหลาย คุ๊กกี้ แครกเกอร์ หน้าครีมของเค้กพาย มาการีน เนยขาว ครีมเทียม แป้งพิซซ่า โดนัท  เฟรนฟรายด์  ไก่ทอด นักเก็ต มันฝรั่งอบกรอบ ป๊อปคอร์น ขนมปัง ซึ่งล้วนเป็นของอร่อยและเป็นที่ชื่นชอบของนักบริโภค

              
             Trans fat โด่งดังอีกครั้งเมื่อมีการศึกษาวิจัยโดยการสุ่มเนื้อเยื่อไขมันของผู้ตายด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมาทำการวิเคราะห์ พบว่ามีความเข้มข้นของ Trans fat ในปริมาณสูง และมีการค้นพบต่อว่าการรับประทานกรดไขมันชนิดนี้เป็นเวลานาน จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับคอเลสเตอร์รอลในเลือด โดยจะทำให้ระดับ LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอร์รอลตัวอันตราย เพิ่มสูงขึ้นเป็นอันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือด ในขณะเดียวกันยังไปลด HDL คอเลสเตอร์รอลตัวที่ปกป้องหัวใจและหลอดเลือดหัวใจด้วย การรับประทานอาหารที่มี Trans fat จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจสูง มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ Trans fat และโรคหลอดเลือดหัวใจหลายที่ ตัวอย่างเช่นที่ประเทศเกาหลี ได้มีการศึกษาผลกระทบของน้ำมันตับปลา shortening และน้ำมันถั่วเหลือง ที่ส่งผลต่อหลอดเลือดหัวใจของหนู พบว่าน้ำมันตับปลาและ shortening ให้ผลที่ตรงกันข้ามกัน โดยหนูที่กินอาหารผสมน้ำมันตับปลาจะมีผนังหลอดเลือดที่บางกว่าหนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่ผสม shortening และน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งความบางของหลอดเลือดนี้จะมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคอเลสเตอร์รอลรวมและไตรกลีเซอร์ไรด์ แต่จะมีความสัมพันธ์ทางลบกับ EPA และ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย จากผลการศึกษาสามารสรุปได้ว่าการรับประทานน้ำมันตับปลามีส่วนช่วยลดการเกาะของไขมันบริเวณหลอดเลือด

นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยอีกหลายสถาบันที่แสดงให้เห็นถึงผลร้ายที่เกิดจากการรับประทาน Trans Fat เข้าสู่ร่างกาย ดังนี้
-การได้รับพลังงานจากไขมันใน Trans fat เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ทำให้ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 25
-การรับประทาน Trans fat แค่ร้อยละ 2 มีผลเสี่ยงต่อร่างกายเท่ากับการรับประทานไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ถึงร้อยละ 15
-มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง จากการที่ Trans fat ไปแตกตัวที่ผนังเซลล์ของร่างกาย เปิดช่องให้สารก่อมะเร็งเข้าจู่โจมเซลล์ได้ง่ายขึ้น
-เพิ่มโอกาสการเป็นเบาหวาน อ้วนลงพุง ตับทำงานหนักเพิ่มขึ้น
-ผู้หญิงที่ได้รับ Trans fat มากมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านม และยังทำให้ตกไข่ยากขึ้น ทำให้มีบุตรยาก

             การสังเกตอาหารที่สงสัยว่ามีการใช้ Trans fat หรือเปล่า ควรสังเกตที่ส่วนประกอบ (Ingredients) และตารางโภชนาการ (Nutrition Facts) โดยให้สังเกตว่ามีการใช้ Trans fat ส่วนมากจะใช้ในชื่ออื่นๆเช่น Hydrogenated vegetable oil, partially hydrogenated vegetable oil, vegetable oil shortening, Shortening, Hydrogenated margarine เป็นต้น ส่วนตารางโภชนาการ จุดสังเกตจะอยู่บริเวณ ข้อมูลไขมันรวม (Total Fat) ถ้าเกิดมีการใช้ Trans fat จะมีการบอกไว้บริเวณนี้ ส่วนอาหารที่ไม่มีฉลากบอกส่วนประกอบและตารางโภชนาการ เช่น ขนมอบทั้งหลาย พิซซ่า ควรเลือกร้านที่มีความน่าเชื่อถือวางใจได้
             เมื่อทราบถึงผลอันร้ายกาจของ Trans fat ซึ่งมีอยู่ในอาหารอร่อยหลากหลายชนิดแล้ว พวกเรานักบริโภคต้องย้อนถามตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พวกเรานักบริโภคที่ชื่นชอบการบริโภคแต่ของอร่อยต้องจำเป็นต้องลด ละ และเลิก อาหารที่มีส่วนประกอบของ Trans fat และหันมาดูแลสุขภาพตัวเอง ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบทั้ง 5 หมู่ ถึงแม้ว่าจะมีความสุขในการกินน้อยลงที่ไม่ได้รับประทานของอร่อยเหมือนเดิม แต่จะมีความสุขที่มีสุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเป็นความสุขที่มนุษย์ทุกคนต้องการ

ที่มา http://www.vcharkarn.com/varticle/41558

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

CES 2011: ดูแล"หัวใจ"ด้วย iPhoneECG

              ในงาน CES 2011 ทางบริษัท Alivecor ได้เตรียมแนะนำ iPhoneECG โซลูชันที่ประกอบด้วยอุปกรณ์เสริม และแอพฯที่สามารถเปลียน iPhone 4 ของผู้ใช้ให้กลายเป็นเครื่องวัดคลื่นหัวใจได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งต้องถือว่า นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งของความพยายามที่จะพัฒนาให้ iPhone เป็นมากกว่ามือถือ
             
iPhoneECG ประกอบด้วย"เคส"ใส่ iPhone 4 ที่มาพร้อมกับขั้วไฟฟ้า (electrodes) 2 อันที่ด้านหลัง ซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานไม่แพ้เครื่องวัดในโรงพยาบาล หรือสถานคลินิก โดยเคสที่ว่านี้จะทำงานไร้สายผ่านทาง Bluetooth ของ iPhone 4 (ทำให้เคสที่มาด้วยกันไม่มีคอนเน็คเตอร์ที่เชื่อมต่อกับ iPhone แต่อย่างใด) ด้วยการส่งผ่านข้อมูลที่ได้ไปยังแอพฯ iPhoneECG เพื่อคำนวร และแสดงกราฟการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ สำหรับข้นตอนการใช้งาน ก่อนอื่นต้องใช้สำลีจุ่มแอลกอฮอล์เช็ดขั้วไฟฟ้าให้สะอาด รันแอพฯ iPhone ECG โดยหากต้องการวัดชีพจรสามารถทำได้ด้วยการใช้นิ้วโป้งทั้งสองจับขั้วไฟฟ้าคนละข้างที่ด้านหลัง หน้าจอจะแสดงอัตราการเต้นของหัวใจ
แต่ถ้าต้องการกราฟ ECG โดยละเอียด ให้คุณถอดเสื้อ หรือเปิดอกซ้าย แล้วนำขั้วไฟฟ้าที่ติดอยู่ด้านหลังของเคสไอโฟน แตะลงไปเหนือบริเวณอกซ้ายค่อนมาตรงกลางเล็กน้อย แอพฯ iPhoneECG จะทำการอ่านค่าของคลื่นสัญญษณการเต้นของหัวใจจากขั้วไฟฟ้า เพื่อนำมาพลอตเป็นกราฟอย่างแม่นยำได้ทันที คุณผู้อ่านสามารถรับชมคลิปสาธิตการใช้งานได้ที่ด้านล่างนี้ ส่วนของจริงจะนำออกแสดงในงาน CES 2011 สนนราคาในเบื้องต้นประมาณ 100 เหรียญฯ (ประมาณ 3,200 บาท)


ที่มา http://www.arip.co.th/news.php?id=412915