วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หลักการเลือกซื้อบ้าน



ตรวจสอบการอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน
โดยทั่วไปผู้ประกอบการที่มีการแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยเพื่อจัดจำหน่ายตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไป กฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการรายนั้นๆ จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตทำการจัดสรรที่ดิน ตาม พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ต่อคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดิน ตามท้องที่ที่ดินจัดสรรนั้นตั้งอยู่ อันเป็นการบังคับให้ผู้ประกอบการต้องจัดให้มีระบบสาธารณูปโภค-สาธารณูปการ เช่น ถนน ทางเท้า ท่อระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า ฯลฯ ตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นการคุ้มครองผู้ซื้อในส่วนหนึ่งโดยผู้ซื้อมีสิทธิ์ขอตรวจสอบใบอนุญาตจัดสรรที่ดินได้จากผู้ประกอบการ หรือขอตรวจสอบได้ที่กรมที่ดิน หรือสำนักงานที่ดินจังหวัดที่โครงการนั้นตั้งอยู่



ผู้ซื้อควรตรวจสอบว่าโครงการได้รับการอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร

ตามแบบแปลนเดียวกับที่ได้กระทำสัญญา และโดยเฉพาะในรายที่ผู้ประกอบการมีการแยกทำสัญญาขายที่ดิน และสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างอาคารไว้เป็นคนละฉบับ ผู้ซื้อควรให้ผู้ประกอบการได้แนบแบบแปลนที่ขออนุญาตไว้ท้ายสัญญาที่กระทำระหว่างกัน



ความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ

การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ สามารถดำเนินการได้หลายวิธีการ เช่น สอบถามจากผู้อยู่อาศัยในโครงการเก่าที่ผู้ประกอบการดำเนินการมาแล้วในอดีต หรือตรวจสอบจากรายชื่อผู้ประกอบการที่ถูกขึ้นบัญชีดำไว้ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค



ขนาดและผังโครงการ

ว่ามีความเหมาะสมกับสภาพการอยู่อาศัย ปัจจุบันคณะกรรมการควบคุมการจัดสรรที่ดิน กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสาธารณูปโภคสาธารณูปการที่ต้องจัดให้มีในที่ดินจัดสรรไว้ระดับหนึ่ง ว่าแต่ละขนาดโครงการควรมีพื้นที่เว้นว่าง และสาธารณูปโภค-สาธารณูปการอย่างไร ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ส่วนวิธีการจัดวางผังก็ต้องพิจารณาไปตามที่ผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตเข้ามา ฉะนั้นผู้ซื้อควรตรวจสอบการวางผังที่เหมาะสมกับสภาพการอยู่อาศัย และดูไม่แออัดมากจนเกินไป



พื้นที่ที่ไม่มีน้ำท่วมขัง

หรือปรับระดับให้สูงกว่าถนนสาธารณะนอกโครงการ การตรวจสอบว่าพื้นที่ดังกล่าวเคยมีน้ำท่วมขังหรือไม่ ผู้ซื้ออาจสังเกตได้จากเสาไฟฟ้า หรือรั้วบ้านดั้งเดิมในบริเวณนั้น หากพื้นที่ดังกล่าวเคยมีน้ำท่วมขังก็มักปรากฏ รอยคราบน้ำหรือคราบตะไคร่น้ำ บริเวณเสาไฟฟ้าหรือรั้วบ้านให้สามารถสังเกตเห็นได้



ความจำเป็นในการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลาง
เช่น สโมสร สระว่ายน้ำ ฯลฯ ว่ามีความจำเป็นต้องใช้มากน้อยแค่ไหน เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้จะบวกเป็นต้นทุนบ้านที่เพิ่มขึ้น สโมสรหรือสระว่ายน้ำนั้น ส่วนใหญ่จะถูกจัดไว้นอกเหนือจากสาธารณูปการตามที่กฎหมายกำหนด แต่ผู้ประกอบการจะนับรวมอยู่ในต้นทุนการดำเนินโครงการ เมื่อภายหลังผู้ประกอบการได้มอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของนิติบุคคลโครงการบ้านจัดสรร (ถ้ามี) ก็จะกลายเป็นภาระที่ผู้ซื้อบ้านต้องร่วมกันออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ทั้งก่อนและหลังการเข้าอยู่อาศัย



วิธีการผ่อนชำระให้เหมาะสมกับระดับรายได้และความสามารถในการผ่อนชำระ

ปัจจุบันการผ่อนชำระสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงิน มีทั้งดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) และดอกลอยตัว (Float Rate) ผู้ซื้อควรตรวจสอบกับสถาบันการเงิน ว่าอัตราดอกเบี้ยแบบใดที่เหมาะสมกับอาชีพ ความสามารถในการผ่อนชำระ รวมถึงเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้นในภายหลังต่อการเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยแบบนั้น



ภาระผูกพันของที่ดิน หรือโครงการที่มีต่อสถาบันการเงิน

ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจะขอสินเชื่อในการดำเนินโครงการโดยนำที่ดินที่นำมาทำการจัดสรรเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ฉะนั้นผู้ซื้อควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่า เมื่อถึงระยะเวลาโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินภาระผูกพันนี้ยังคงอยู่ หรือสามารถปลอด จำนองได้ทันที



ตรวจสอบการจดภาระจำยอมของถนนที่เข้าออกโครงการ

หากเป็นไปได้ควรเลือกโครงการที่ติดกับถนนสาธารณะปัจจุบันมีโครงการจัดสรรที่ดินเป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่ติดถนนสาธารณะ และผู้ประกอบการต้องขอจดภาระจำยอมขอผ่านทางจากเจ้าของที่ดินรายอื่น ซึ่งหากการจดภาระจำยอมดังกล่าวมีเงื่อนไขหรือระยะเวลา ก็อาจจะก่อปัญหากับผู้ซื้อในภายหลังได้



การให้บริการสาธารณูปโภคของรัฐ

เช่น การให้บริการไฟฟ้าประปา หรือพื้นที่จัดเก็บขยะ ทั้งนี้เนื่องจากมีโครงการเป็นจำนวนไม่น้อยที่อยู่นอกเขตการให้บริการของการประปานครหลวง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องขออนุญาตขุดเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในโครงการ ผู้ซื้อควรตรวจสอบว่า ในกรณีเช่นนี้ค่าน้ำจะจัดเก็บอย่างไร และใครเป็นผู้ดูแลดำเนินการ



พื้นที่โดยรอบโครงการ

โรงงานบางแห่งมีการดำเนินการเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ฉะนั้นเมื่อเข้าไปดูโครงการในตอนกลางวันก็อาจจะไม่ได้กลิ่น หรือควันอันเกิดจากการเดินเครื่องจักร จึงควรตรวจสอบให้แน่ชัดทั้งสภาพโดยรอบบริเวณโครงการ ทั้งในช่วงเวลากลางวัน และในช่วงเวลากลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงเสียง และกลิ่นควันจากโรงงานอุตสาหกรรม



ตรวจสอบไม่ให้โครงการอยู่ใกล้ศาสนสถานเกินไป

โดยเฉพาะเมรุเพราะนอกจากจะเกิดสภาพ และกลิ่นควันไม่พึงประสงค์แล้ว ในช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนา ศาสนสถานเหล่านี้จะมีคนพลุกพล่านอันจะก่อปัญหาต่อการเดินทางสัญจร



ตรวจสอบว่าโครงการระบายน้ำลงพื้นที่ใด


หากไม่ใช่สำรองสาธารณะประโยชน์ หรือพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ให้ใช้เป็นพื้นที่รับน้ำก็อาจส่งผลต่อปัญหาการระบายน้ำในอนาคตหากมีการก่อสร้างโครงการเพิ่มมากขึ้น



ใส่ใจกับการเดินทางในช่วงเวลาค่ำคืน

คนในบ้านอาจมีเหตุสุดวิสัยทำให้ต้องเดินทางกลับหรือออกจากบ้านในช่วงเวลาค่ำคืน จึงควรพิจารณาความสะดวกในการเดินทางโดยเฉพาะการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะรวมถึงควรพิจารณาลักษณะพื้นที่ว่าในช่วงเวลาค่ำคืนเปลี่ยวหรือไม่เวลาในการเดินทางไปที่ทำงานและโรงเรียนลูก ทั้งเช้า และเย็น ผู้ซื้อควรทดลองเดินทางทั้งในช่วงเช้า ช่วงเย็น และช่วงเวลาเร่งด่วน



ตรวจสอบถึงชุมชนในอนาคต

มีผู้ซื้ออยู่อาศัยเป็นจำนวนไม่น้อยที่คิดเพียงซื้อบ้าน แต่ลืมใส่ใจปัญหาที่จะเกิดตามมาในภายหลัง พึงระลึกเสมอว่าการซื้อที่อยู่อาศัยมิใช่เป็นเพียงซื้อบ้านเท่านั้น แต่เกี่ยวเนื่องกับชุมชนในอนาคต ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบได้โดยพิจารณาจากวิธีการบริหารดูแลชุมชนในโครงการเก่าที่ผู้ประกอบการดำเนินการมาแล้วในอดีต

ที่มา http://www.thaijudsun.com/knowledge1-1.html

วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สำนักงานดี เงินก็ดี

บรรดาแฟน ๆ คนรักบ้านในปัจจุบันหลาย ๆ ท่านคงปฏิเสธสถานที่ทำงานได้กลายเป็นบ้านหลังที่สองของการดำเนินชีวิตประจำวันหรือแทบเรียกได้ว่าบ้านและสำนักงานนั้นอยู่ในหลังเดียวกันสำหรับผู้ที่ใช้บ้านเป็นโฮมออฟฟิศ   ทำให้ในการออกแบบและตกแต่งสำนักงานนั้นมีความจำเป็นไม่มากและไม่น้อยไปกว่าบ้านที่ใช้อาศัยกินอยู่หลับนอนในทุกค่ำคืนครับ
          สำนักงานหลายแห่งในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด  ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่  จะเน้นการออกแบบให้ถูกต้องตามหลักเคหะศาสตร์  โดยเริ่มตั้งแต่ภาพรวมของสำนักงานที่มองเข้ามาจากบริเวณภายนอก  นั่นคือ  รูปลักษณ์ของตัวอาคารหรือสำนักงาน  ตลอดจนการตกแต่งพรรณไม้มงคล  ดอกไม้และองค์ประกอบที่ช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดความสมดุล  ซึ่งถือว่าเป็นการออกแบบที่ถูกต้องตามหลักเคหะศาสตร์ในเพียงส่วนหนึ่งครับ  แต่เมื่อมองเข้าไปให้ลึกกว่านั้น   แค่องค์ประกอบโดยรวมจากภายนอก   ถือว่ายังไม่สมบูรณ์เท่าใดนัก  ยังต้องมีการศึกษาและพิจารณาให้ถ่องแท้ไปกว่านั้นครับ  ซึ่งตามตำรับตำราเคหะศาสตร์ของบรรพบุรุษแต่ครั้งโบร่ำโบราณ  กล่าวไว้ว่า  สำนักงานที่หันหน้าเข้าหาปลายทางเดินยาวนั้นไม่ค่อยจะดีนัก  เพราะพลังที่ไม่ดีจากทางเดินหน้าห้องจะส่งผลกระทบที่ไม่ดีกับพนักงานที่ทำงานอยู่ด้านในหรือแม้กระทั่งประตูของสำนักงานที่อยู่ปลายทางเดินที่เป็นทางตันก็ควรออกแบบให้มีการหันหน้าไปทางทิศอื่นเพื่อหลบหลีกผลกระทบที่ไม่ดีโดยตรงครับ   หากมีการออกแบบหรือก่อสร้างไปแล้วก็ให้แก้ไขโดยการ ตั้งฉากกั้นทางเข้าไว้เพื่อบ่ายเบี่ยงพลังของผลกระทบให้เปลี่ยนไปทางอื่น  มิให้พุ่งเข้าหาตัวสำนักงานโดยตรง  ซึ่งไม่เฉพาะอาคารสำนักงานเท่านั้น  เทคนิคการเปลี่ยนทิศทางพลังที่ไม่ดีเช่นนี้ยังสามารถใช้แก้ไขข้อบกพร่องให้กับบ้านเรือนของท่านได้ด้วย   ส่วนต่อมา คือ โต๊ะทำงานของผู้บริหารและโต๊ะทำงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเก็บเงิน เก็บทองของสำนักงาน ถือเป็น เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกที่มีความสำคัญอันดับหนึ่งของความเจริญรุ่งเรืองของสำนักงาน  ดังนั้น ทุกอย่างต้องลงตัว  เหมาะสม และมีความเป็นมงคลที่สุดครับ  สำนักงานบางแห่งที่ได้รับการออกแบบเช่นนี้ถึงกับมีการตรึงขาโต๊ะติดตายเอาไว้กับสำนักงานก็มีครับ  เพราะเชื่อว่า  เป็นการยึดเหนี่ยวตำแหน่งของความโชคดี  ความเจริญรุ่งเรือง และ ความร่ำรวยเอาไว้นั่นเองครับ
          ส่วนทิศทางการหันหน้าของโต๊ะทำงานนั้น สำนักงานหลายแห่งจะได้รับการออกแบบไม่เหมือนกัน   ให้พิจารณาจากการสาดส่องของแสงแดดเป็นสำคัญครับ  ไม่ควรจัดวางโต๊ะทำงานในบริเวณที่มีแสงแดดเจิดจ้า  จะทำให้เป็นอุปสรรคเวลาทำงาน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหันโต๊ะให้ตรงกับหน้าต่าง  เป็นการออกแบบที่ไม่แนะนำครับ   ยิ่งหากเป็นหน้าต่างบานใหญ่  ผลกระทบที่เข้ามาก็มีมากมายตามไปด้วย   หากแสงสว่างในวันนั้นเจิดจ้ามาก ๆ นอกจากจะแทงตาเวลาทำงานแล้ว  ใบหน้าของผู้ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานจะเป็นลักษณะของเงามืด อึมครึม ถือว่าไม่ดีแน่นอนครับ ตรงกันข้ามควรมีการออกแบบหรือตกแต่งให้ผู้บริหารนั่งหันหลังให้กับผนังกั้นห้องจะถือว่าเป็นการดี  เพราะ เปรียบเสมือนการมีหลังพิงเช่นเนินเขาหรือทิวเขาที่คอยปกป้อง คุ้มครอง สำนักงานนั่นเองครับ
          นอกจากองค์ประกอบหลัก ๆ เหล่านี้แล้ว  บรรดาเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง  ชิ้นเล็ก  ชิ้นน้อยต่างๆ  ก็อย่าได้มองข้าม  เพราะการออกแบบและเลือกสรรสิ่งที่ดี ๆ ตั้งแต่แรกเริ่มนั้น  ถือ เป็นการเอาฤกษ์  เอาชัย  สำหรับความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในอนาคตด้วยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จัดบ้านให้มีระเบียบถูกต้องตามตำแหน่งทางเคหะศาสตร์



แฟน ๆ  คนรักบ้านที่ว่าจ้างบรรดาสถาปนิกหรือนักออกแบบตกแต่งภายในเพื่อให้ออกแบบและตกแต่งอาคารบ้านเรือนของท่านนั้น   ซึ่งหากกล่าวตามหลักในการตกแต่งบ้านให้ถูกสุขอนามัยที่ดี   บรรดาสถาปนิกจะต้องคำนึงถึง  พื้นที่ว่าง  แสงสว่าง   สีสัน   การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้มีความเหมาะสม  สวยงาม  เข้ากับบรรยากาศภายในบ้านของท่านอยู่แล้ว    แต่ก็มีหลายครั้ง  หลายครา  ที่หลงลืมมิได้นำเอาหลักความสมดุล   ความอยู่เย็นเป็นสุขตามแนวทางของเคหะศาสตร์มาประยุกต์เข้าไปด้วย   ดังนั้นแฟน ๆ คนรักบ้าน  ผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ต้องไม่ลืมที่จะตกลงกับบรรดาผู้ออกแบบ  ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก หรือ วิศวกร หรือ ผู้ออกแบบ ตกแต่งภายในให้รับทราบถึงความต้องการที่จะให้บ้านของท่านถูกต้องตามหลักเคหะศาสตร์ไปพร้อมกันด้วยครับ   โดยที่ท่านเจ้าของบ้านอาจจะร่วมปรึกษากับท่านผู้รู้   ผู้มีความชำนาญในด้านเคหะศาสตร์โดยตรงหรือจะศึกษาตามตำรับ  ตำรา  โดยทั่วไปก่อนก็สามารถทำได้ครับ   เพราะเราเป็นเจ้าของบ้านในการที่จะหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบ้านและครอบครัวที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน  ก็ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ อยู่แล้วครับ
          ส่วนในเกณฑ์การพิจารณาด้านการจัดระเบียบบ้านให้ถูกต้องตามตำแหน่งของหลักเคหะศาสตร์นั้น ในบางตำรับ ตำรา  จะคำนึงตำแหน่งของการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านเป็นสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดการกีดขวางการไหลเวียนเข้าออกของพลังที่ดีในการดำเนินชีวิตซึ่งเจ้าของบ้านสามารถออกแบบและกลั่นกรองความคิดได้ตามความต้องการให้ถูกต้องตามหลักทางเคหะศาสตร์อย่างเต็มที่   แต่ก็ต้องไม่ลืมด้วยครับว่า  ทุกอย่างต้องเกี่ยวเนื่อง  เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   ตลอดจนมีการถ่ายเทอากาศที่ดี  มีสัดส่วนที่เหมาะสม  ถูกต้อง  ภายใต้สิ่งสำคัญ  คือ  องค์ประกอบทั้งหมดต้องรวมกันออกมาได้อย่างมีดุลยภาพที่สุด  เพราะสิ่งเหล่านี้จะเอื้ออำนวยและเกื้อหนุนให้บ้าน   ร้านค้า  หรือ  สำนักงาน ของท่านเจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไปครับ 
          เคล็ดลับสำคัญอีกประการที่หลักเคหะศาสตร์แนะนำเอาไว้  โดยเจ้าของบ้านสามารถทำเองได้โดยง่ายดายก็คือ  การจัดระเบียบภายในบ้านให้มีตำแหน่งของความร่ำรวยและตำแหน่งของความเกื้อหนุนครับ   ให้แฟน ๆ คนรักบ้านสังเกตกันง่าย ๆ  ก็คือ  ตำแหน่งภายในบ้านที่ก่อให้เกิดความร่ำรวยนั้น   เมื่อเราหันหน้าเข้าหาประตูบ้าน  ตำแหน่งนี้จะอยู่ด้านซ้ายมือของท่าน   ส่วนตำแหน่งของความเกื้อหนุนนั้น  เมื่อท่านหันหน้าเดินออกจากประตู  ตำแหน่งนี้ก็จะอยู่ด้านซ้ายมือของท่าน     ส่วนเฟอร์นิเจอร์หรืออุปกรณ์ที่จะนำมาจัดวางในสองตำแหน่งนี้หลักการทางเคหะศาสตร์  แนะนำว่า ถ้าจะให้ง่ายที่สุดให้ใช้ตู้ปลาครับ   เลือกสรรตู้ขนาดที่มีความพอเหมาะ  พอดี ไม่ใหญ่เกินไปหรือไม่เล็กเกินไป  ต่อพื้นที่บ้านจะทำให้เกิดการอุปถัมภ์  ค้ำชู  ให้มีความเกื้อหนุนและร่ำรวยเรื่องทรัพย์สิน  เงินทอง  สืบเนื่องไปจนถึงความเย็นชุ่มฉ่ำของบรรยากาศในบ้าน  ตลอดจนสมาชิกทุก ๆ คนในบ้านด้วย  ส่วนประเภทของปลาก็เลือกเป็นจำพวก  ปลาเงิน  ปลาทอง  หรือ  ปลาอื่น ๆ ที่มีชื่อดีเป็นสิริมงคล    แฟน ๆ สามารถสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้  เรื่องสายพันธ์ปลาตามร้าน  เพาะ - ขาย พันธ์ปลาต่าง ๆ ก็ได้ครับ
          แฟน ๆ คนรักบ้านอย่าลืมเด็ดขาดนะครับ  ว่าบ้านที่อยู่เย็นเป็นสุข   ส่งเสริมกำลังใจที่ดีให้แก่ผู้อยู่อาศัยนั้น  นอกจากจะจัดระเบียบเรียบร้อย   โล่ง  โปร่ง  สบาย  ตามสุขอนามัยที่ดีแล้ว  ก็ต้องจัดให้ถูกต้องตามตำแหน่งของหลักทางเคหะศาสตร์ด้วย แต่ผมขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ว่าอาคารบ้านเรือนของท่าน  จะได้รับการออกแบบถูกต้องตามหลักการเคหะศาสตร์มากเพียงใด   แต่ความรัก   ความเอื้ออาทรของบรรดาสมาชิกภายในบ้านก็มีความสำคัญมากเช่นกัน  แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ


ที่มา http://www.homeloverthai.com/index.php?option=com_content&task=view&id=468&Itemid=40

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เข้าพึ่งก้าวย่างของตนเอง


ธรรมบรรยายโดย ท่าน ติช นัท ฮันห์
ในแต่ละวันคนเราต้องเดิน เดินจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง เดินไปห้องน้ำ เดินไปห้องทำงาน เดินไปห้องครัว ทำไมเธอจึงไม่มาเบิกบานกับการเดินของเธอเล่า ทำไมเธอจึงไม่กลับมาอยู่กับบ้านที่แท้จริงแห่งปัจจุบันขณะ และเบิกบานกับการเข้าพึ่งก้าวย่างของเธอ

ทำไมเธอจึงปล่อยให้ตัวเองถูกฉุดลากไปในหลากหลายทิศทาง เมื่อเธอถูกดึงความสนใจ เธอไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เธอเป็นเหยื่อ แต่เธอสามารถเปลี่ยนสถานการณ์นี้ได้ ด้วยการเข้าพึ่งก้าวย่างของเธอ

ในขณะนี้ ณ ที่นี่ เป็นเรื่องวิเศษหากเธอจะลองผสาน ลมหายใจเข้ากับการก้าวย่างสัก 1 2 หรือ 3 ก้าว ในขณะนั้นเธอจะเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง เธอเป็นเหมือนเมืองที่ปกครองตัวเอง เธอไม่เป็นเหยื่ออีกต่อไป เธอจะไม่ถูกฉุดดึงไปด้วยคลื่นแห่งการเกิดและการตาย และจะไม่จมดิ่งลงในมหาสมุทรแห่งกิเลส

ผู้คนมักกล่าวว่า ข้าพเจ้าขอเข้าพึ่งพระพุทธ พระธรรม และสังฆะ ฉันอยากจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าขอเข้าพึ่งลมหายใจเข้าของตนเอง ขอเข้าพึ่งลมหายใจออกของตนเอง ขอเข้าพึ่งก้าวย่างของตนเอง พระพุทธเจ้าอาจเป็นความคิดเห็นที่เป็นนามธรรม แต่ลมหายใจเข้าและก้าวย่างของเธอนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องได้ และเป็นจริง

เธอมองหาพระพุทธ มองหาพระธรรม แต่เธอไม่ได้เข้าพึ่งพระพุทธหรือพระธรรมจริงๆ เพราะเธอยังไม่พบสิ่งเหล่านี้ แต่เธอไม่ต้องมองหาลมหายใจเข้าของเธอ เพราะมันอยู่ที่ปลายจมูกเธออยู่แล้ว เธอไม่ต้องมองหาก้าวย่างของเธอ เพราะมันอยู่ที่เท้าทั้งสองของเธออยู่แล้ว

การเข้าพึ่งลมหายใจเข้าและย่างก้าวของเธอจึงเป็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมาก ในขณะที่เธอฝึกเช่นนี้ พระพุทธ พระธรรมและสังฆะก็จะเป็นจริงขึ้นมา โดยที่เธอไม่ต้องวิ่งตามหาพระองค์ พระองค์จะมาหาเธอเอง โดยที่เธอไม่ต้องวิ่งตามหาพระธรรม พระธรรมจะมาสู่เธอเอง นี่คือสิ่งที่พระอาจารย์หลินยี่พยายามจะบอกกับเรา "เธอไม่ต้องไขว่คว้าหาสัจจะอันสูงสุด สัจจะอันสูงสุดจะมาหาเธอเอง"

แม้นั่นอาจทำให้ดูไม่เหมือนนักปฏิบัติ แต่เธอกำลังเป็นนักปฏิบัติตัวจริงคนหนึ่งทีเดียวเพราะเธอฝึกปฏิบัติการไม่ปฏิบัติ เธอฝึกฝนตัวเองในวิถีที่ชีวิตนั้นเป็นจริงได้ในทุกขณะของทุกวัน

เรามักมองหาหนทางทางจิตวิญญาณ เพราะเรายังไม่มีศานติสุข ไม่มีความมั่นคงและอิสรภาพ และเชื่อว่าหนทางทางจิตวิญญาณจะนำสิ่งเหล่านี้มาให้เธอ แต่ในตลาดที่มีทางเลือกของการปฏิบัติที่หลากหลาย เธออาจถูกหลอกด้วยคนที่มี หลากหนทาง และครูบาอาจารย์ที่มีอยู่อย่างมากมาย เพราะสิ่งที่ท่านทั้งหลายมอบให้เธอนั้นก็ล้วนแต่เป็นเพียงแค่ความคิด ความคิดเกี่ยวกับธรรมะ เกี่ยวกับพระเจ้า เกี่ยวกับสังฆะ

มีผู้คนมากมายที่อยากเสนอขายคำตอบทางจิตวิญญาณ เพราะมีนักแสวงหาทางจิตวิญญาณที่มีความต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก บรรพจารย์หลินยี่ของเราได้ตระหนักรู้สิ่งนี้ ท่านบอกเราว่าเราไม่ควรถูกหลอกโดยครูเหล่านี้ แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะอยู่ในรูปของพระภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม จงอย่าเชื่อเขาเพราะเขาเหล่านี้มิได้เป็นพระภิกษุหรือภิกษุณีอย่างแท้จริง หากเพราะเขายังไม่อาจตัดขาดจากชีวิตทางโลก หากเพราะเขาเหล่านั้นยังคงมองหาชื่อเสียง ผลกำไร และอำนาจ


ที่มา  http://variety.teenee.com/saladharm/33041.html

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อานุภาพของความดีเป็นอัศจรรย์จริง




โดย สมเด็จพระสังฆราช
ความดีหรือบุญกุศลเปรียบเหมือนแสงไฟ
ผู้ที่ทำบุญกุศลอยู่อย่างสม่ำเสมอเพียงพอ แม้จะเหมือนไม่ได้รับผลของความดี และบางครั้งก็เหมือนทำดีไม่ได้ดี ทำดีได้ชั่วเสียด้วยซ้ำ เช่นนี้ก็เหมือนจุดไฟในท่ามกลางแสงสว่างยามกลางวัน ย่อมไม่ได้ประโยชน์ จากแสงสว่างนั้น

แต่ถ้าตกค่ำมีความมืดมาบดบังแสงสว่างนั้น ย่อมปรากฏขจัดความมืดให้สิ้นไป สามารถแลเห็นอะไรๆ ได้ เห็นอันตรายที่อาจมีอยู่ได้จึงย่อมสามารถหลีกพ้นอันตรายเสียได้

ส่วนผู้ไม่มีแสงสว่างอยู่กับตน เช่นไม่มีเทียนจุดอยู่ เมื่อถึงยามกลางคืนมีความมืดมิด ย่อมไม่อาจขจัดความมืดได้ ไม่อาจเห็นอันตรายได้ ไม่อาจหลีกพ้นอันตรายได้

ผู้ทำความดีเหมือนผู้มีแสงสว่างอยู่กับตัว ไปถึงที่มืดคับขัน ย่อมสามารถดำรงตนอยู่ได้ด้วยดีพอสมควรกับความดีที่ทำอยู่ ตรงกันข้ามกับผู้ไม่ได้ทำความดี ซึ่งเหมือนกับผู้ไม่มีแสงสว่างอยู่กับตัว ขณะยังอยู่ในที่สว่าง อยู่ในความสว่างก็ไม่ได้รับความเดือดร้อน แต่เมื่อใดตกไปอยู่ในที่มืดคือที่คับขัน ย่อมไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างสวัสดี ภัยอันตรายมาถึงก็ไม่รู้ไม่เห็น ไม่อาจหลีกพ้น คนทำดีไว้เสมอกับคนไม่ทำดี แตกต่างกันเช่นนี้ประการหนึ่ง

การทำดีต้องไม่มีพอ ต้องทำให้ยิ่งขึ้นอยู่เสมอ เพราะไม่มีใครอาจประมาณได้ว่า เมื่อใดจะตกไปในที่มืดมิดขนาดไหน ต้องการแสงสว่างจัดเพียงใด

ถ้าไม่ตกเข้าไปในที่มืดมิดมากมายนัก มีแสงสว่างมากไว้ก่อน ก็ไม่ขาดทุน ไม่เสียหาย แต่ถ้าตกเข้าไปในที่มืดมิดมากมาย แสงสว่างน้อย ก็จะไม่เพียงพอจะเห็นอะไรๆ ได้ถนัดชัดเจน

การมีแสงสว่างมาก จะช่วยให้รอดพ้นจากการสะดุดหกล้มลงเหวลงคู หรือ ตกเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายจนถึงตายถึงเป็น

อานุภาพของความดีหรือบุญกุศลนั้นเป็นอัศจรรย์จริง เชื่อไว้ดีกว่าไม่เชื่อ และเมื่อเชื่อแล้ว ก็ให้พากันแสวงหาอานุภาพของความดี หรือบุญกุศลให้เห็นความอัศจรรย์ด้วยตนเองเถิด


ที่มา http://variety.teenee.com/foodforbrain/33110.html

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ว.วชิรเมธี ให้ข้อคิดหลักธรรมในเดือนแห่งความรัก



ว.วชิรเมธี ให้ข้อคิดหลักธรรมในเดือนแห่งความรัก ยกระดับความรักส่วนตัวเป็นความรักส่วนรวม มุ่งเข้าถึงหัวใจของศาสนาคริสต์และพุทธ แนะเปิดเวทีเผยแพร่คำสอนให้มากขึ้น เลิกโหนกระแสเทศกาลจัดกิจกรรมหวังผลการตลาด
          พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย กล่าวถึงธรรมะที่เกี่ยวเนื่องในเทศกาลวันวาเลนไทน์และวันมาฆบูชาว่า เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรักอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นวันสำคัญทางศาสนา 2 ศาสนาที่เวียนมาบรรจบในเดือนเดียวกัน คือ วันวาเลนไทน์ของศาสนาคริสต์ และวันมาฆบูชาแห่งพุทธศาสนา แม้ทั้งสองศาสนาจะมีวิถีความเชื่อแตกต่างกัน แต่คำสอนมีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องตรงกัน คือ เรื่องความรัก หากจะมองอย่างผิวเผินก็เป็นความรักของคนหนุ่มสาว แต่ควรจะมองให้ลึกซึ้งเป็นความรักของมวลมนุษยชาติ โดยพระเยซูศาสดาของชาวคริสต์และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างก็มอบความรักให้มนุษย์ด้วยการให้สอนทำความดี ละเว้นความชั่ว

          ว.วชิรเมธี บอกว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโอวาทปาฏิโมกข์เป็นหัวใจของพุทธศาสนา แม้พระองค์ตรัสรู้แล้วก็ไม่ทอดทิ้งผู้คน หากยังมอบความรักให้ด้วยการมอบหมายให้เหล่าสาวกออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เข้าถึงมวลมนุษยชาติ ภายใต้ความคิดที่ว่า โลกทั้งผองล้วนเป็นพี่น้องกัน ซึ่งเป็นความรักที่สังคมไทยกำลังต้องการอย่างยิ่ง เวลานี้บ้านเมืองไม่มีความสงบสุข เพราะมีความรักให้แก่กันน้อยลง กลับเพิ่มความโกรธเกลียดชิงชังมากขึ้น ส่งผลให้สภาวะในสังคมไทยมีความแตกแยกกันอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

          "ดังนั้นเมื่อวันสำคัญทั้งสองเวียนมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ ควรกระตุ้นให้สังคมไทยเปิดหัวใจให้กว้าง เรียนรู้และยอมรับความแตกต่าง ปรับเปลี่ยนมุมมองโลกทัศน์ คนที่มีความคิดเห็นต่างจากเราก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนเลวหรือเป็นคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าเรา แม้เป็นคนที่คิดเห็นไม่เหมือนกันเราก็มอบความรักให้กันได้ ดังเช่นพระเยซูสอนว่า ควรรักเขาเท่ารักตัวเอง ส่วนพระพุทธเจ้าสอนให้เรารักผู้อื่นเหมือนความรักที่แม่มีต่อลูก"

          ในช่วงเดือนแห่งความรัก ทุกคนต้องร่วมกันเปลี่ยนสังคมแห่งความเกลียดชังให้เป็นสังคมแห่งความรัก มีหัวใจของการแบ่งปันอย่างไร้ขีดจำกัด ความรักมี 4 ระดับ คือ 
          1. รักตัวกลัวตาย

          2. รักใคร่ปรารถนา ซึ่งเป็นความรักที่ยังไม่ประเสริฐและอิงอยู่กับสัญชาตญาณเอาตัวรอด เราควรยกระดับจิตใจให้มีความรักที่สูงขึ้น

          3. รักเมตตาอารี

          4. รักมีแต่ให้ ซึ่งเป็นความรักที่ประเสริฐและนำพาสังคมไปสู่ความผาสุก

          พระนักวิชาการชื่อดังยังให้คำแนะนำแก่หน่วยงานหรือองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันวาเลนไทน์ว่า ไม่ควรจัดงานแบบฟุ้งเฟ้อหรือฉาบฉวยเพื่อหวังผลการตลาดหรือกระตุ้นยอดขายสินค้าของตนเอง การที่สังคมพุ่งเป้าความสนใจไปเฉพาะดอกกุหลาบถือเป็นเรื่องตื้นเขิน ต้องคิดก้าวไปให้ไกลกว่านี้ คือ ส่งเสริมให้มีความรักจากระดับบุคคลเป็นความรักต่อส่วนรวม

          "วันมาฆบูชาไม่ควรกระตุ้นให้คนเข้าวัดไปเวียนเทียนอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเป็นเพียงพิธีกรรมที่ผู้คนอาจเข้าไม่ถึงแก่นแท้ในหลักธรรม แต่ควรเปิดเวทีเสวนาหรือปาฐกถาพูดคุยเรื่องเนื้อหาสาระของโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ทางพุทธศาสนาของจริงแท้ให้มากขึ้น โดยไม่จมปลักอยู่กับจอมขมังเวทย์ในคราบผ้าเหลืองเช่นทุกวันนี้ สรุปว่าแก่นแท้ของวันวาเลนไทน์และหัวใจในวันมาฆบูชา คือ ความรัก ความเมตตาที่เป็นสากลของคนทั่วโลก" พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เผย

          ส่วนกรณีที่มีการเปิดเผยผลสำรวจจากสำนักโพลล์แห่งหนึ่งว่า ว.วชิรเมธีเป็นพวกเสื้อเหลืองนั้นเป็นเรื่องไร้สาระและไม่อยากตอบโต้หรือชี้แจงใด ๆ เพราะถ้าเลือกข้างใดข้างหนึ่งตามที่โพลล์ระบุ ก็คงจะไม่ดำรงอยู่ในเพศบรรพชิต แต่หันไปเล่นการเมืองดีกว่า

ที่มา http://women.kapook.com/view21110.html