วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

10 วิธีการที่ต้องทดลอง ก่อนซื้อ HDTV

จากประสบการณ์ที่ติดตามกลยุทธ์ของพนักงานขายแอลซีดีทีวีหรือแอลอีดีทีวี ที่มักจะเปิดภาพยนตร์ตัวอย่างสำหรับจอ HDTV โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพยนตร์เรื่อง Avatar หรือไม่ก็การ์ตูน Up ที่มีสีสันสวยสดใส เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วผมอยากจะบอกว่า การที่จะซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ซักเครื่องนี้ เป็นเรื่องที่จุกจิกพอสมควรเหมือนกัน


     จากประสบการณ์ที่ติดตามกลยุทธ์ของพนักงานขายแอลซีดีทีวีหรือแอลอีดีทีวี ที่มักจะเปิดภาพยนตร์ตัวอย่างสำหรับจอ HDTV โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพยนตร์เรื่อง Avatar หรือไม่ก็การ์ตูน Up ที่มีสีสันสวยสดใส เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วผมอยากจะบอกว่า การที่จะซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ซักเครื่องนี้ เป็นเรื่องที่จุกจิกพอสมควรเหมือนกัน แต่เรื่องราวเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะผมจะมีเทคนิคมานำเสนอการสังเกตสินค้าตัวอย่างในร้านขายโทรทัศน์ ที่สามารถช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า เพื่อให้ได้แอลซีดีทีวี หรือแอลอีดีทีวีสักเครื่องหนึ่งในแบบที่คุณต้องการ ในราคาที่คุ้มค่ากับเงินที่คุณจ่ายไป
     โทรทัศน์ความละเอียดสูงแบบ High-Definition นั้น ได้มีการวางจำหน่ายมาร่วมๆ 4-5 ปีเห็นจะได้แล้ว และจอภาพที่ระดับความละเอียด 1080p HDTV ก็คือสินค้าระดับไฮเอนต์ ที่ปัจจุบันนี้เริ่มจอแอลซีดีทีวีกลายเป็นสินค้าที่สามารถหาซื้อมาใช้ในบ้านได้ทุกครัวเรือน (ซึ่งเครื่องเล่น Blu-ray ก็จะมีสถานภาพเช่นเดียวกันในอนาคตอันใกล้นี้) จะก็แต่จอแอลอีดีทีวีที่เคยเปิดตัวด้วยราคาแพงสูงลิบลิ่วกลายเป็นอดีตไปแล้ว เช่น Sony Bravia ที่ตั้งราคาเกือบ 160,000 บาท สำหรับหน้าจอขนาด 46-52 นิ้ว ทุกวันนี้ เป็นโมเดลที่มีอยู่แพร่หลายและราคาก็ลดลงมามาก เหลือในระดับแค่ 65,000 ถึง 70,000 บาทก็พอจะหาซื้อกันได้แล้ว และรุ่นเกรดล่างๆ สเปกธรรมดาขนาด 32 นิ้วเราก็หาซื้อได้ในราคาหมื่นต้นๆ
     ที่สำคัญคุณสมบัติเด่นของโทรทัศน์รุ่นต่างๆ ก็มีอยู่มากมายหลากหลายรุ่น ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตและติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ใช้เปิดดูเว็บไซต์และบริการที่ยอดฮิต เช่น Netflix on Demand, Twitter หรือ YouTube ได้นั่นเอง หรือไม่ก็สามารถรองรับการทำงานหลายๆ แบบได้ เช่น การเปิดดูไฟล์รูปภาพ เล่นเพลง และวิดีโอ ซึ่งการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้โทรทัศน์หนึ่งเครื่องคุณสมบัติมากมายแตกต่างกันในแต่ละรุ่นและยี่ห้อ ทำให้คุณต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ ทั้งตามหนังสือ แคตตาล๊อกสินค้า เว็บไซต์ หรือแม้แต่สอบถามกับผู้ขาย (เช่น HDTV มีอยู่กี่ประเภท สายต่อวิดีโอ สายอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ อุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ ประเภทของฟอร์แมต และประเภทของรูปแบบสื่อต่างๆ ที่รองรับการทำงานได้) สิ่งเหล่านี้คือ วิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงความสามารถของระบบ High-Definition ซึ่งมีผลต่อความสนใจของคุณ ในเวลาที่เห็นเครื่องตัวอย่างในร้านขายโทรทัศน์
     ดังนั้นแล้วผมจะมาแนะนำวิธีการเลือกซื้อ ตรวจสอบ และควรหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกซื้อจอ HDTV จำนวน 10 วิธีกันได้อย่างไรบ้าง
1. ลืมความเชื่อเก่าๆ ให้หมดเกี่ยวกับเทคโนโลยีทีวีจอแบน: ความแตกต่างระหว่างจอพลาสม่าและจอแอลซีดี แบ่งแยกได้อย่างง่ายดายในอดีต เช่น จอพลาสม่าจะมีขนาดกว้างกว่า และคุณภาพของการแสดงผลเหมือนโรงภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของคุณสมบัตินี้มีสีที่มืดและรองรับภาพเคลื่อนไหวที่รวดเร็วได้ดีกว่า แต่ถ้าเป็นจอแอลซีดีจะมีขนาดเล็กกว่าและให้แสงสว่างที่มากกว่ามาก
     ความแตกต่างนั้นคือ แสงสว่างต่อจุดของจอขนาด 40 นิ้ว และ 50 นิ้ว โดยเฉพาะจอแอลซีดีที่ใช้หลอด LED แบบ Full-array ที่มีระบบ Dim อยู่ภายในตัวเอง (ราคาจะแพงน้อยกว่าแต่สีจะไม่สวยสะดุดเท่ากับจอแบบ EDGE LED) ซึ่งระบบ Dim ภายใน คุณสมบัติของ Dim ในแต่ละหลอด LED หรือการแบ่งกลุ่มของหลอด LED ที่สร้างสีที่มีความเข้ม จะทำให้แอลซีดีทีวีมีความเข้มของสีดำมากขึ้น และมีให้เลือกมากขึ้นในรุ่นที่มี่หน้าจอขนาด 46 ถึง 50 นิ้ว ซึ่งก่อนหน้านี้คุณสมบัติเหล่านี้เคยมีอยู่ในเฉพาะจอพลาสม่าเท่านั้น และที่สำคัญเมื่อคุณอยู่ในร้าน อย่าตัดสินใจซื้อเพราะเทคโนโลยีภาพของจอแบนอย่างเดียว สิ่งที่ต้องคำนึงเพิ่มเติมก็คือความแตกต่างของเทคโนโลยีใน HDTV ในแต่ละรุ่นด้วย
2. อัตราการบริโภคค่าไฟฟ้า: ความแตกต่างระหว่าง จอพลาสม่า กับจอแอลซีดี กลายเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในแนวๆ ที่ว่า จอแอลซีดีจะใช้พลังงานน้อยกว่าจอพลาสม่า แต่หลอด LED ในจอ LCD ก็จะมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่คุ้มค่ามากกว่าหลอด CCFL ที่ใช้ในจอ LCD เช่นเดียวกัน ถ้าเปิดทีวีทิ้งไว้ทั้งวัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้วคุณก็ควรที่จะเสียเงินซื้อ จอที่ใช้หลอดแบล็กไลต์แบบ LED ที่มีประสิทธิภาพสูง ก็จะช่วยประหยัดเงินจ่ายค่าไฟในอนาคต
     และอย่างน้อยๆ ให้คุณลองหาข้อมูลเกี่ยวกับการบริโภคพลังงานของโทรทัศน์เอาไว้ด้วยอีกทางถ้าทำได้ และอย่าเชื่อเพียงข้อความการรับรองคุณสมบัติประหยัดพลังงานเพียงอย่างเดียว ถึงแม้จะมีการรับรองคุณสมบัติเรื่องการประหยัดพลังงานดูดีกว่าไม่มีการรับรองอะไรเลย
3. ทดสอบด้วยวิธีการของคุณเอง: หลายประเด็นที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ที่ไม่ได้เป็นไปตามภาพที่ปรากฏอยู่ในจอโทรทัศน์ในร้าน เพราะส่วนใหญ่แล้วจอที่ตั้งตระหง่านอยู่นั้น จะเป็นการเปิดจากแผ่น Blu-ray ที่ผ่านสาย HDMI เพื่อให้ปรากฏภาพบนจอ ทำให้ภาพดูสวยสมจริง แต่ถ้าคุณเปิดเครื่องดูจากเครื่องเล่นประเภทอื่นๆ ล่ะ อาจจะไม่ได้เป็นแบบที่คุณเห็นในครั้งแรกเลยก็ได้
     ดังนั้นคุณอาจจะลองพกเครื่องเล่นที่คุณจะใช้งานเป็นประจำ เช่น เครื่องเล่นที่สามารถอ่านจาก SD Card ได้ หรือจะเป็นการต่อกับกล้องถ่ายวิดีโอ เน็ตบุ๊ค แลปทอป หรือแม้แต่กับโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ที่ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด ในการลองขอพนักงานขายต่อดู และก็ลองเปิดไฟล์วิดีโอ หรือรูปภาพตัวอย่างที่ต้องการดู
4. สังเกตการณ์เคลื่อนไหวในภาพ: ที่ผมหมายถึงอยู่นั้นคือ จุดเล็กๆ ที่อาจจะค้างอยู่บนหน้าจอ ลองมองไล่สายตาเป็นเส้นตรงตามภาพตึกหรือกำแพงอิฐในมุมแพนของหน้าจอดู คุณอาจจะเจอสิ่งผิดปกติอะไรบ้างอย่างก็ได้ คุณอาจจะเห็นเอฟเฟกต์เป็นละอองบนหน้าจอก็ได้ ซึ่งทางทีมงานได้เคยลองดูจุดสังเกตนี้โดยเฉพาะฉากที่กล่าวไว้นั้นในภาพยนตร์เรื่อง Mission Impossible 3 และ The Dark Knight ในรูปแบบแผ่น Blu-ray นั่นเอง
5. คำนึงถึงภาพกับการเคลื่อนไหว: ในกรณีนี้คือ จุดที่เห็นเป็นเงาบนหน้าจอ เวลาที่เห็นภาพที่เคลื่อนไหวทั้งหมด แต่ก็ยังมีเงาค้างตามมาอยู่ (เกิดขึ้นได้บ่อยกับชุดจอ LED แบบ EDGE-backlit) รายละเอียดภาพไม่ชัดเจน ผลที่เราทดสอบจอ HDTV มีการทำงานระหว่างที่ภาพเคลื่อนไหว จะเห็นความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นได้ชัดของจอโทรศัพท์ขนาดใหญ่ แต่สิ่งนี้เองจะเป็นจุดเด่นจุดหนึ่งของเครื่องพลาสม่า ที่จะไม่มีอาการดังกล่าว แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ปรับปรุงเลยมา ทำให้ในตอนนี้เรามองหาจอแอลซีดี
ที่มีอัตราการรีเฟรซมากกว่า (240 เฮิรตซ์ และ 480 เฮิรตซ์ในรุ่นไฮเอนท์ เปรียบกับอดีตที่มีความถี่แค่ 60 เฮิรตซ์และ 120 เฮิรตซ์ในช่วง 2 ปีก่อน) ถือเป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยีของภาพเคลื่อนไหว อย่ายึดติดกับตัวเลขหรือยอดขายตามการตลาด ทดสอบด้วยตัวของคุณเองเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว
เครื่องที่มีระบบปรับภาพที่ไม่ดีจะสามารถสังเกตุได้ว่า หน้าต่างของตึกหรือบานกระจกจะเห็นเป็นเกร็น เนื่องจากคุณสมบัติที่ไม่ถึงของจอทีวีความละเอียดสูง ทำให้ภาพที่แสดงออกมาดูเบลอ


ภาพกำแพงอิฐในภาพยนตรืเป็นอีกจุดที่เหมาะแก่การสังเกตดูว่า ภาพกำแพงนั้นเป็นเกร็น เบลอๆ หรือไม่
6. ตั้งค่าเหมือนกับเปิดชมที่บ้าน: จอ HDTV แทบทุกเครื่องที่มีการเริ่มต้นการเปิดใช้งานครั้งแรก ด้วยโหมดสำหรับเปิดชมที่บ้านหรือแบบเปิดทดสอบสำหรับในร้าน ซึ่งภาพก็จะเป็นเหมือนที่เห็นในโชว์รูม ซึ่งค่ามาตรฐานของโหมดที่ตั้งค่าในร้านขายนั้น จะปรับให้แสงสว่างมากเพราะคนส่วนใหญ่ก็จะถูกดึงดูดด้วยภาพที่สว่าง แต่ในห้องนั่งเล่นที่มีความมืดมากกว่า ภาพเดียวกันนี้ก็อาจจะดูสว่างรบกวนสายตาเกินไป ดังนั้นคุณอย่าลืมถามพนักงานขายถึงวิธีการ ปรับเป็นโหมดปกติที่สำหรับเปิดรับชมในบ้าน (ปกติแล้วก็สามารถเปิดทดสอบกับการตั้งค่าครั้งแรกให้เป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เปิดเครื่องในเมนูตั้งค่าของจอ HDTV)
7. สำรวจการตั้งค่าต่างๆ: จอ HDTV ทุกรุ่นมีการตั้งค่าของภาพที่สามารถปรับตั้งการควบคุมค่าต่างๆ ได้ (ความสว่าง, ความชัด และความเข้มของภาพ) เพื่อให้เหมาะกับภาพในแต่ละประเภทเช่น เกมส์ กีฬา ภาพยนตร์ และอื่นๆ คุณก็ควรจะสำรวจให้ครบ และเมนูส่วนใหญ่สามารถเห็นผลการตั้งค่าได้อย่างชัดเจน และลองปรับเล่นดูให้แน่ใจว่า คุณสามารถปรับภาพให้ได้ดั่งใจ เผื่อค่าที่ทางบริษัทผู้ผลิตนั้น ตั้งค่าขึ้นมาได้ไม่ถูกใจคุณ
8. ปรับสีผิวได้ตามใจคุณ: ชอบสีที่เห็นในจอหรือไม่ คำตอบที่ดีสำหรับคำถามนี้ก็คือ การดูคลิปภาพของคนและปรับค่าของสี ด้วยการสังเกตสีผิวที่ปรากฏอยู่ในจอและสังเกตุว่าภาพอื่นๆ นั้น ดูดีขึ้นมามากน้อยขนาดไหนตามความต้องการของคุณ และถ้าชอบที่จะดูภาพแบบสว่างๆ ในหน้าจอ ก็ระวังว่าคนที่อยู่ในนั้นจะมีสีผิวที่สว่างเกินจริง ซึ่งปัญหานี้สังเกตได้ด้วยการดูค่าของสีที่มันสว่างเกินนั่นเอง
ปรับสีให้เหมือนกับสีผิวของมนุษย์จริงๆ ให้มากที่สุด แล้วค่อยดูว่าสีของรอบข้างนั้น ดูน่าพอใจหรือไม่
9. อย่าเปิดภาพแอนิเมชันเวลาทดสอบเครื่อง: เหตุผลหลายอย่างที่ตัวแทนจำหน่ายเลือกใช้ภาพแแอนิเมชันเป็นภาพประกอบสำหรับทดสอบเครื่อง ไม่ได้เพราะเหตุผลที่ว่าต้องการให้คนในครอบครัวสมัครสมานสามัคคีแน่ๆ แต่เป็นเพราะทุกวันนี้ภาพแอนิเมชันดูสวยงามมากๆ เวลาที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอระบบดิจิตอล และในความเป็นจริงแล้ว วิดีโอที่จะเหมาะสำหรับทดสอบ ก็ยังคงไม่ควรเป็นหนังแอคชันหรือเกมโชว์ ที่ไม่สามารถวัดผลอะไรได้เลย เหมือนเล่นเกมยิงปืน ถ้าไม่ได้ตั้งใจจะซื้อมาเพื่อเล่นเกมกับจอ HDTV เพราะฉะนั้นอย่าได้ใส่ใจกับฟุตเทจตัวอย่างของเกมที่ฉายอยู่
10. ตาดู หูฟัง: เพราะห้างใหญ่มักจะเอาจอ HDTV มาวางเรียงกันเป็นโหลๆ ติดๆ กันเรียงแถว คุณก็ฟังเสียงจากกี่เครื่องต่อกี่เครื่องก็ไม่รู้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่จะซื้อระบบเสียงควบคู่กับโฮมเธียเตอร์หรือเชื่อมต่อกับระบบเสียงเพิ่มเติม แต่ถ้าเพียงแค่ต้องการฟังเสียงจากระบบเสียงของเครื่องโทรทัศน์เท่านั้น ให้ลองเปิดแผ่น Blu-ray เพื่อทดสอบระบบเซอร์ราวน์ที่มีอยู่ในตัวเครื่อง โชคดีที่ระบบเสียงที่ติดตั้งภายในเครื่อง HDTV ได้รับการพัฒนาในเครื่องรุ่นใหม่สม่ำเสมอ ความสามารถที่ปรับปรุงให้กับระบบเซอร์ราวน์ที่สมจริง บางรุ่นก็มีระบบเสียงแบบ 3 ลำโพง แต่ก็ยึดหลักการเดิม อย่าตัดสินที่ข้อมูล แต่ให้ทดลองฟังเสียงจริงแทน

ที่มา https://www.intelpcclub.com/content.php?Content_ID=740

ปี 2013 ระบบสุริยะวิปริต อวสานโลก ?




2013 ระบบสุริยะวิปริต อวสานโลก ? (ไทยโพสต์)

          ตามปฏิทินของชนเผ่ามายาที่ทำไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ออกคำทำนายไว้ว่า ปี พ.ศ.2555 หรือ ค.ศ.2012 จะเป็นวันอวสานโลก ถึงขนาดทำเป็นหนังฉายให้คนทั้งโลกได้ดูสุดยอดมหาภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เมื่อถึงปี 2012 ผลจากความแปรปรวนของสุริยะจักรวาลและความผิดปกติของแสงอาทิตย์

          ด้านนักวิทยาศาสตร์ก็มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องจักรวาลและอวกาศ ได้ค้นพบความวิปริตของระบบสุริยะจักรวาลที่ส่งผลต่อทั้งโลก ทั้งพายุฝน น้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว สึนามิ มีผู้สังเวยชีวิตมหาศาล แล้วตอนนี้ที่หิมะและอากาศเย็นยะเยือกกระหน่ำยุโรป ก็คาดเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

          ปี 2012 จะเป็นวันอวสานโลกจริงตามคำทำนายที่ชนเผ่ามายาระบุไว้หรือไม่....ไม่มีใครรู้

          แต่ ดร.ก้องภพ อยู่เย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการออกแบบเครื่องตรวจจับคลื่น ไมโครเวฟอินฟาเรด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือองค์การนาซา เจ้าของรางวัลวิศวกรดีเด่นจากนาซา ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในระบบตรวจจับพลังงานคลื่นไมโครเวฟจากนอกโลก เป็นนักวิทยาศาสตร์ไทยอีกคนที่ออกมาเตือนให้ทุกคนทราบถึงความปั่นป่วนของ ระบบสุริยะจักรวาลที่จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อโลกโดยตรง และที่งานสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง "เจาะลึกภัยพิบัติ...พลิกวิกฤติให้เป็นทางรอด"

          เขาบอกว่า จากการศึกษาไม่ใช่ ปี 2012 แต่เป็นปี 2013 ที่โลกจะเผชิญหายนะสูงสุด แม้จะไม่ตรงกับวันสิ้นโลกในปฏิทินของชาวมายา แต่ก็ได้ความว่า อีก 3 ปี พวกเราไม่รอดแน่ เป็นข้อมูลที่น่าตกใจ

          ดร.ก้องภพ ให้ดูภาพเกี่ยวกับโลก ทางช้างเผือก ระบบสุริยะ และกาแล็กซี่ของโลก พร้อมระบุสิ่งที่จะพูดต่อจากนี้เป็นความเห็นส่วนตัวจากการศึกษาและรวบรวม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องกับองค์การนาซาที่กำลังทำงานอยู่ และเขาบอกว่า ปี 2556 หรือ ค.ศ.2013 เป็นปีที่จะเกิดโนวาการระเบิดที่มีพลังงานมากที่สุด มันจะปลดปล่อยพลังงาน มหาศาล เพราะมีแนวโน้มว่าปฏิกิริยาพระอาทิตย์จะขึ้นสูงสุดในต้นปี 2013 นี้ และเกิดการพลิกกลับขั้วของแกนแม่เหล็กโลก ทำให้เกิดทั้งความร้อนสูงและการหดตัวของระบบสุริยะ

          ช่วงนั้นดวงอาทิตย์โคจร ตัดผ่านทางช้างเผือกในทุก ๆ 33-35 ล้านปีพอดี ซึ่งทางช้างเผือกมีมวลของดาว 2,000-4,000 ล้านดวง หากเกิดการบีบหดตัว ดวง ดาวและอุกกาบาตบางส่วนจะกระเด็นเข้ามาในระบบสุริยะ ซึ่งเมื่อ 35 ล้านปีที่ แล้วเป็นช่วงที่มีอุกกาบาตเข้ามาเยอะ แต่ความเสี่ยงจะมากกว่า 10 เท่า ในปี 2013

          "ตลอดระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียทำงานองค์การอวกาศรัสเซียเทียบเท่านาซา สำรวจระบบสุริยะ พบมีการเปลี่ยนแปลงขอบด้านนอกสุดของระบบสุริยะ โดยวัดปริมาณความสว่างสูง ขึ้น 1,000% มีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น เชื่อว่ามีพลังงานบางอย่างเข้ามาในระบบสุริยะ นาซาเองก็พบการเปลี่ยนแปลง เช่นกัน ภาพถ่ายจากดาวเทียม Imax ที่โคจรรอบโลก ปรากฏพลังงานที่เล็ดลอดเข้ามาในะบบสุริยะ เดินทางด้วยความเร็วสูง แนวที่มี พลังงานรั่วใกล้กับทางช้างเผือก แล้วยังค้นพบว่า เมื่อวัดแกนพลังงานนี้มี การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในระยะ 6 เดือน ไม่ใช่ลักษณะค่อยเป็นค่อยไป นี่เป็นสิ่งที่นอกเหนือการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์"

          ดร.ก้องภพ ให้ข้อมูลอีกว่า นอกจากรายงานของนาซายืนยัน การบินอวกาศยุโรปยังมีภาพแบบร่างพลังงานสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่และความร้อนสูงมากเคลื่อนตัวเข้าหาดวงอาทิตย์ แล้วยังมีข่าวอย่างเป็นทางการระบุการบีบอัดของชั้นขอบนอกระบบสุริยะ จะทำให้พลังงานรังสีคอสมิกเข้ามาในระบบสุริยะมากเป็นพิเศษ ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศบนโลก

          นอกจากนี้ มีหลักฐานแสดงให้เห็นดวงอาทิตย์มีปฏิกริยาสูงสุดในรอบ 8,000 ปี และการที่นาซาส่งดาวเทียมโคจรที่ขอบด้านนอกเพื่อวัดความดันลมสุริยะช่วงปี 2547-2551 พบว่า ความเร็วลมสุริยะลดลงมาก ผลจากพลังงานบางอย่างเข้ามาบีบอัดลมสุริยะให้ลดลง สอดรับกับข่าวล่าสุดยืน ยันมีการเปลี่ยนแปลงด้านนอกสุดของระบบสุริยะ ส่งผลให้ความเร็วลมสุริยะลดลง 20 กิโลเมตรต่อวินาที ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2550 เป็นต้นมา และในตอนนี้ดาวเทียมวัดความเร็วลมสุริยะพบว่าลดลงถึง 0 แล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ถึง 4 ปี
          "ดวงอาทิตย์มีวัฏจักร ทุก ๆ 11 ปี จะมีการพลิกกลับขั้วของสนามแม่เหล็กและเป็นช่วงที่เกราะป้องกันดวงอาทิตย์ ต่ำสุด คาดการณ์ว่าจะเกิดปี 2013 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติรุนแรง จากการสำรวจของดาวเทียม ช่วงที่ดวงอาทิตย์มีปฏิกิริยาสูงสุด ทั้งฝุ่นละอองและอุกกาบาตเข้ามามากเป็นพิเศษ มีผลกระทบต่อดาวเคราะห์ทุกดวง" วิศวกรอาวุโสไทยองค์การนาซา กล่าว

          เขายังให้ภาพความปั่นป่วนและเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะถ้วนหน้า ตั้งแต่ดาวพลูโต ที่พบความกดอากาศเพิ่มขึ้น 300 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุด ภาพดาวเนปจูนแสดงให้เห็นความสว่างจ้าของชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ ดาวยูเรนัสก็เช่นเดียวกัน ความสว่างเพิ่มขึ้น กลุ่มเมฆมาก และมีการพลิกกับขั้วของสนามแม่เหล็ก ดาวเสาร์มีการเปลี่ยนแปลงในแนวเส้นศูนย์สูตรและเกิดปรากฏการณ์ออโรรา คือ มีแสงบนท้องฟ้าตอนกลางคืน แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กอย่างมาก ดาวพฤหัสก็สว่างขึ้นถึง 200 เปอร์เซ็นต์ และร้อนจัดขึ้น

          ส่วนดาวอังคารเกิดสภาวะโลกร้อน น้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำ มีพายุ มีการก่อตัวของเมฆในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร ดาววีนัสสว่างขึ้น 2,500 เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา 30 ปี แม้แต่ดาวพุธก็ค้นพบสนามแม่เหล็กสูงมาก และเกิดน้ำแข็ง มีฝุ่นละอองที่พัดออกมา ส่วนหนึ่งมาจากความดันลมสุริยะลดลง

          สำหรับดาวเคราะห์โลกที่มนุษย์อาศัยก็เปลี่ยนแปลงมาก วิศวกรอาวุโสไทยจากองค์การนาซา เปิดเผยว่า จากการวัดปริมาณรังสีคอสมิกมีสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ปริมาณจะลดลง แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น

          "รังสีคอสมิกถ้ารับปริมาณมาก สิ่งมีชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ รวมถึงเกิดการกลายพันธุ์ เป็นโรคมะเร็ง แต่ไม่ต้องกังวลมาก การเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ปริมาณฝุ่นละอองที่เข้ามาในโลกมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะสูงขึ้นอีก 13 เท่าตัว ในปี 2556 ปริมาณอุกกาบาตที่วัดได้มีสูงมากในปี 2541 อาจเพราะมีเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุหรือมีอุกกาบาตเข้ามาเยอะขึ้น ฝนดาวตกก็เพิ่มขึ้น ยืนยันปรากฏการณ์นี้แสดงว่ามีวิกฤติเข้ามาในโลกมากขึ้น"

          ดร.ก้องภพ กล่าวต่อว่า อีกความผิดปกติที่เกิดขึ้นคือ การเปลี่ยนแปลงความดันอากาศรอบนอก ธรรมดาเกิดขึ้นทุก 11 ปี แต่เมื่อวัดครั้งสุดท้ายผิดไปจากเดิม 28 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ชั้นบรรยากาศลดต่ำลง ส่งผลให้โลกของเราไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนอกโลก เช่นเดียวกับภาพจากดาวเทียมวัดสนามแม่เหล็กรอบนอกแสดงให้เห็นรูรั่ว ที่มี อนุภาคและพลังงานหลุดลอดเข้ามาส่งผลต่อสภาพอากาศโลก ขั้วโลกเหนือน้ำแข็งละลาย ขั้วโลกใต้หิมะน้ำแข็งเพิ่มขึ้น

          เวลานี้มีรายงานวิจัยมากขึ้น ชี้สนามแม่เหล็กโลกส่งผลกระทบต่อรังสีคอสมิกที่เข้ามาในชั้นบรรยากาศ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพเมฆและก่อตัวของเมฆ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงความถี่ในการ เกิดแผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อโลกมากเป็นประวัติการณ์ ปี 2553 ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ความร้อนที่เกิดขึ้นบนโลก ทั้งอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ความสว่างของดวงอาทิตย์ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ในทางเดียวกัน ทั้งยังมีข้อมูลสถิติปี 2552-2553 ระบุความสูญเสียจากภัยพิบัติเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า

          ปี 2556 ที่ ดร.ก้องภพ คาดการณ์ว่าดวงอาทิตย์จะมีปฏิกิริยาสูงสุด จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อดาวเทียม อุกกาบาตหรือหินนอกโลกอาจทำให้ดาวเทียมเสียหาย มนุษย์มีความเสี่ยงจากการเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะว่าจะได้รับรังสีแกมมา และคอสมิกปริมาณมาก รวมถึงเครื่องบินตก มีข้อมูลว่า 2-3 ปีมานี้ ปริมาณการส่งดาวเทียมไปนอกโลกจากทั่วโลกลดลง ก็ขึ้นกับการตี ความ ปี 2553 เป็นเพียงเริ่มต้นปฏิกิริยาสูงสุดของดวงอาทิตย์ อีก 3 ปีข้างหน้าจะรุนแรงขึ้น

          ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน ปี 2402 มีผู้บันทึกไว้ว่าเกิดปฏิกิริยาพระอาทิตย์ครั้งใหญ่ ปีนั้นแสงอาทิตย์สว่างจ้า ระบบโทรเลขทำงานโดยอัตโนมัติ คนใช้โทรเลขถูกไฟฟ้าช็อตจากพลังงานที่เข้ามา ปัจจุบันผลกระทบจะสูงกว่าครั้งนั้น อาจเกิดไฟฟ้าดับทั่วโลกหรืออุปกรณ์อิเล็กโทรนิกใช้การไม่ได้ ระบบหม้อแปลงไป จนถึงสายส่งเสียหาย สภาพอากาศแปรปรวน พายุถล่ม น้ำท่วม รวมถึงแผ่นดินไหว ต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และหาวิธีอยู่รอด

          "พื้นที่เสี่ยงกับปฏิกิริยานี้ คือ ขั้วโลก สหรัฐ แคนาดา ประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตรเสี่ยงน้อยกว่าแต่ไม่ใช่ไม่เกิดขึ้น ไม่อยากให้ ประมาท พม่าย้ายเมืองหลวงไม่มีเหตุผล เนเธอร์แลนด์สร้างบ้านลอยน้ำ เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐ สร้างเมืองตัวอย่างลอยน้ำ คาดว่าแล้วเสร็จปี 2013 หรือปี 2555 ทางการนอร์เวย์ย้ายศูนย์บัญชาการทหารลงใต้ดินเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัสเซียสร้างที่หลบภัยใต้ดิน 5,000 จุด เสร็จในปี 2012 นี่คือสิ่งที่แต่ละประเทศเตรียมการไว้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด" ดร.ก้องภพ กล่าวโดยไม่สรุปใด ๆ เพราะต้องการทำหน้าที่ให้ความรู้จากข้อมูล วิทยาศาสตร์ที่ได้ศึกษาเพื่อสร้างความตระหนักในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ส่วนจะเชื่อหรือไม่ขึ้นกับวิจารณญานของแต่ละบุคคล

          อย่างไรก็ตาม ดร.ก้องภพ ฝากทิ้งท้ายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการรับมือภัยพิบัติที่จะมีขนาดความรุนแรงแตกต่างกัน นโยบายของภาครัฐควรเน้นการป้องกันเพื่อลดการสูญเสีย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อประชาชนเดือดร้อนมาก อยากให้แก้ที่ต้นเหตุ และใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพตรวจจับสิ่งผิดปกติ มีกระบวนการแจ้งเตือนล่วงหน้า รวมถึงสร้างสถานที่หลบภัย ซ้อมอพยพบนเส้นทางหนีภัย อีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญ เป็นการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชนทั่วไปกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

          ส่วนคนทั่วไปต้องเรียนรู้พึ่งพาตัวเอง นอกจากหวังพึ่งรัฐที่อาจช่วยเหลือได้ไม่ทันท่วงที เช่น สร้างคลังอาหารสำรองในพื้นที่ ปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงสำรองอาหารและอุปกรณ์ยังชีพที่จะใช้เอาตัวรอดในเหตุฉุกเฉิน 3-5 วัน ระยะยาวเห็นว่าทำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์ที่สุด


ที่มา http://hilight.kapook.com/view/54736

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปฏิบัติธรรมอย่างไรในเมื่อเรายังต้องอยู่กับทางโลก


เราจะปฏิบัติธรรมอย่างไรในเมื่อเรายังต้องอยู่กับทางโลก มีกิเลสอยู่ ยังจำเป็น ต้องมีความต้องการ กินอยู่ มีเงินมีครอบครัว ระดับของธรรมะที่ต้องใช้ควรจะ เป็นอย่างไร ถ้าเน้นที่ความปล่อยวาง แล้วคนรอบด้านจะทำอย่างไร ถ้าจะมี ความโลภ โกรธ หลง จะมีอย่างไรให้พอเหมาะต่อการแสวงหา เพื่อความอยู่รอด บนโลกใบนี้

ในครรลองของการเป็นฆราวาสในทางพุทธศาสนานั้น เราสามารถฝึกปฏิบัติ ข้ออบรมสติ 5 ประการ เพื่อให้เราสามารถ ใช้ชีวิตอย่างสมดุลและมีความสุขในชีวิตจริงที่เราเป็นอยู่ พระพุทธเจ้าได้แนะนำให้เราหลีกเลี่ยงการฝึกแบบสุดโต่ง2 ลักษณะคือ การบำเพ็ญทุกขกิริยา และ การหาความเพลิดเพลินใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ถ้าเธอใช้ชีวิตอย่างแน่วแน่ ตามข้อฝึกอบรมสติ 5ประการ (ศีล 5) เธอสามารถที่จะดำรงชีวิต มีครอบครัว และฝึกปฏิบัติ ศึกษาพระธรรมไปพร้อมๆ กัน

การฝึกปฏิบัติของเราไม่ได้หมายถึงเพียงแต่การรู้จักปล่อยวาง ความโลภ โกรธ หลง แต่รวมถึงการโอบรับ การดูแล และ แปรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ไม่ดีทั้งหลายของเรา เราสามารถโอบกอดทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีในตัวของเรา เพื่อสร้างสันติและความสุข นอกจากนี้เธอยังสามารถมุ่งความสนใจไปที่การตระหนักรู้ และพัฒนาทัศนคติเชิงบวก ความสงบสันติ และความผาสุข ซึ่งอยู่ในตัวของเรา

การดำรงอยู่อย่างเป็นสุขในปัจจุบันขณะ เป็นอีกหนึ่งคำสอนที่สำคัญของพระพุทธเจ้า เมื่อเธอสามารถกลับมาอยู่กับ ลมหายใจของเธอ นั่นจะช่วยให้กายและจิตของเธอเป็นหนึ่งและดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ
หายใจเข้า ฉันตระหนักรู้ถึงลมหายใจเข้าของฉัน
หายใจออก ฉันตระหนักรู้ถึงลมหายใจออกของฉัน


เมื่อเธอสามารถตระหนักรู้ถึงลมหายใจของเธอได้ 100 % นั่นจะช่วยพาเธอกลับมาสู่ ที่นี่ และขณะนี้ และทำให้เธอสามารถ ปล่อยวางความกังวล หรืออารมณ์ในทางลบ เมื่อเธอสามารถดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะ แล้วสิ่งนี้เองที่จะช่วยให้เธอได้สัมผัส กับความสงบ และความสุขในตัวเธอ และรอบๆตัวเธอ ๐


ที่มา http://variety.teenee.com/saladharm/32117.html

วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วางใจเป็นกลาง ละวางความทุกข์


ธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
วางใจเป็นกลาง ละวางความทุกข์

ความทุกข์ที่บังเกิดขึ้นที่จิต เพราะอาศัยความยินดียินร้าย เป็นตัวสมุทัยหนุนให้เกิดทุกข์ ทุกข์ตัวนี้ คือทุกข์อริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เมื่อเรามีสติกำหนดอารมณ์จิตของเราอยู่ตลอดเวลา สุขทุกข์เกิดสลับกันไป เมื่อสติสัมปชัญญะตัวนี้เด่นขึ้น มีพลังแก่กล้าขึ้นเมื่อใด เราสามารถที่จะกำหนดรู้ รู้ธรรมะตามความเป็นจริง... เมื่อจิตของท่านสามารถที่จะดำรงอยู่ในความเป็นปกติ ไม่หวั่นไหวต่อเหตุการณ์นั้น ๆ ความเป็นปกติจิตปรากฏเด่นชัดอยู่ตลอดเวลา ตัวปกติของจิตนั่นแหละคือตัวนิโรธ เพราะฉะนั้น การกำหนดรู้อารมณ์จิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ศีล ๕ บริสุทธิ์ สุดประเสริฐ

แม้ทำสมาธิไม่เป็น ภาวนาไม่เป็น แต่ศีล ๕ บริสุทธิ์ เป็นสิ่งประเสริฐสุดในการปฏิบัติธรรม ศีลมากก็ไร้ค่า ถ้าศีล ๕ ไม่มี ท่านที่ทะนงตัวว่ามีศีลมาก ๆ เป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้าหากมองข้ามศีล ๕ ยังละเมิดศีล ๕ ข้อใดข้อหนึ่งอยู่ ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด เพราะเหตุว่าที่มีกายใจที่จะรองรับคุณธรรมเบื้องสูงขึ้นไปต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์ดี

ศีล ๕ ละกิเลสทางกาย กิเลสไม่ใช่เรื่องที่เราจะละได้ กิเลสที่ละได้คือละการไม่ทำ ละการไม่พูด แต่ความรู้สึกทางใจนี่ตั้งใจละเองไม่ได้ การละกิเลสทางกาย ก็คือ ศีล ๕ ข้อ

พลิกกิเลสให้เป็นธรรม
กิเลสที่มีอยู่ในจิตในใจของเรานั้น อย่าไปพยายามละ แต่ต้องมีสติปัญญา ถ้ากำหนดพิจารณาให้รู้ว่า เรามีกิเลสตัวใด ในเมื่อเรารู้ว่า เรามีกิเลส โลภ โกรธ หลง เราพยายามใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์โดยความเป็นธรรม อย่าปล่อยให้ โลภ โกรธ หลง มันพาเราไปทำบาปทำชั่ว ที่เราจะป้องกันอำนาจของกิเลส โลภ โกรธ หลง ไม่ให้พาเราไปทำบาปทำชั่ว เราต้องยึดศีล ๕ เป็นหลัก

เรายังมีกิเลส โลภ โกรธ หลง มากน้อยเพียงใด พยายามดูจิตของเราให้มันรู้ว่ามีกิเลสตัวไหน ในเมื่อเรารู้แล้ว เราจะใช้กิเลสให้เกิดประโยชน์อย่างไร จึงมีความยุติธรรม หรือเป็นไปเพื่อความสันติสุขในสังคมมนุษย์
ถ้าหลง หลงในคุณงามความดี ถ้าโกรธ โกรธความชั่ว ความไม่ดี ความบาป
ถ้าโลภ โลภในการสร้างคุณธรรมให้มีให้เกิดขึ้นในจิตในใจ
ให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา สร้างพลังสมาธิปัญญาให้แก่กล้า


ที่มา http://variety.teenee.com/saladharm/32118.html

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

OLED เทคโนโลยีใหม่สำหรับจอภาพ

OLED ( Organic Light Emitting Devices ) ทางบริษัท TDK ได้นำเสนอเทคโนโลยี OLED จอแสดงผลรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติคล้ายฟิล์ม คือมีความโปร่งใสจนสามารถมองเห็นทะลุได้ และจะเปล่งแสงเมื่อได้รับ พลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ยังสามารถแสดงภาพในขณะที่จอถูกดัดให้โค้งงอได้อีกด้วย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของเทคโนโลยีจอแสดงผลชนิดนี้ที่เหนือกว่าจอที่ทำจาก แก้วที่แตกร้าวได้ง่าย
TDK คาดว่าจะเริ่มผลิตฟิล์มแสดงผลภายในหนึ่งปี นั่นหมายความว่า เราอาจจะได้เห็นมือถือที่ใช้จอ OLED ชนิดนี้ก่อนสิ้นปี 2011 ก็ได้ โดยนอกจากจะผลิตจอแสดงผลดังกล่าว เพื่อใช้กับมือถือแล้ว TDK ยังมองว่า ฟิล์มแสดงผลชนิดนี้ยังเหมาะกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สวมใส่ (wearable electronics) อย่างเช่น แว่นตาแสดงผล Augmented Reality ที่สามารถมองเห็นสิ่งที่ตรงหน้า และภาพกราฟิกที่ปรากฎบนฟิล์ม OLED ที่ใช้แทนกระจกแก้ว หรือด้วยความที่มันมีความยืดหยุ่นโค้งงอได้
ในบูธของ TDK ยังได้มีการนำเสนอสายรัดข้อมือที่มาพร้อมกับฟิล์มแสดงผลชนิดนี้ รวมถึงใน อนาคตสามารถพัฒนาเป็นวิวไฟน์เดอร์ของกล้องถ่ายรูป หรือแม้แต่ใช้หน้าจอชนิดนถ่ายรูปสำหรับ Cameraphone ได้เลย จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้ก็คือ ภาพที่สว่างสดใสจนสามารถมองเห็นภายใต้แสงสว่างในธรรมชาติ และพวกที่ชอบก้ม หน้าดูมือถือเวลาเดินก็จะไม่ตกท่อ เพราะจอใส :สำหรับต้นแบบที่นำมาโชว์จะมีขนาด 2 และ 3.5 นิ้ว แต่จะมีความละเอียดสูงถึง 200 พิกเซลต่อนิ้ว

วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553

อานิสงส์จะเกิดผลต่อเมื่อได้ลงมือปฏิบัติเท่านั้น


อานิสงส์จะเกิดผลต่อเมื่อได้ลงมือปฏิบัติเท่านั้น
จงตั้งใจสลัดอารมณ์ ความวุ่นวายใด ๆ ทั้งหลายที่เป็น " ขยะหยากเยื่อหยากไย่ " ของความคิด สติ และดวงจิต สลัดให้หลุด หยุดมันให้ได้ แล้วก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ดูดเอากลิ่นอายแห่งความเบิกบาน พลังแห่งชีวิต และเสรีภาพอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นเสรีภาพที่เราปลดปล่อย ขยะ " หยากเยื่อหยากไย่ " ฝุ่นละอองแห่งดวงจิต รวมทั้งความคิดทั้งหลายได้ เราจะเล่นเกม และเล่นสนุกกับกิริยาท่าทาง และกระบวนการแห่งความคิด อันเยอะแยะมากมาย ลองมาหาความเพลิดเพลินเบิกบานสำราญใจด้วยการวางภาระทั้งหลายให้จบสิ้น และหมดลงไปในบัดดล กลายเป็นบุคคลผู้เปล่า ผู้ปราศจาก เปล่าและว่าง ปราศจากความคิดอ่านทั้งปวงผนึกกายและใจให้แนบแน่นกันเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่ให้ความคิดมาแยกออกจากกาย ผูกกายกับใจให้รวมเป็นหนึ่ง ฝึกได้ขนาดนี้ อย่างนี้และถึงขั้นนี้ จนถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิต เราจะได้มีสติดำรงมั่นในจิตวิญญาณที่ใสสะอาด มีทางแห่งสุขคติภพเป็นที่ไปในวาระสุดท้ายของชีวิต

เมื่อจิตเราไม่เศร้าหมอง ไม่ขุ่นมั่ว ไม่ฝักใฝ่ ไม่ดิ้นรน ไม่ขัดข้อง ไม่กระเสือกกระสน และไม่แสวงหา ถือว่าเป็นหนทางปิดกั้น " อบายภูมิ " เพราะพระศาสดาทุกพระองค์ทรงกล่าวว่า
" ผู้ไม่ดิ้นรนจนเกินพอดี ไม่กระเสือกกระสนแสวงหา คือผู้สันโดษยินดีในสิ่งที่พึงมีพึงได้ ย่อมพบทางสบาย ผ่อนคลายอิสระ สัตว์ทั้งหลายที่เที่ยวเดือดร้อนดิ้นรน กระเสือกกระสนและแสวงหานั้น เป็นกิริยาของอสูรกาย เดรัจฉาน เปรต และสัตว์นรก รวมทั้งกริยาอาการของผู้ทุกข์ไม่รู้จบสิ้น.. "สมณะ นักบวช พระ หรือผู้สงบ ผู้หยุด ผู้ไม่วิ่ง ผู้สันโดษ ผู้ไม่แสวงหา เป็นสภาวะของ " เนกขัม " ถือการออกบวชแห่งจิตวิญญาณเป็นหนทางอันบริสุทธิ์ใสสะอาด เป็นความสงบ และสันติ เป็นความรู้สึกสุข เสรีภาพ และเป็นเสรีภาพที่ได้รับการปลดปล่อยจากจิตวิญญาณที่หิ้วอยู่ - หุ้มอยู่ - จมอยู่ ในกองขยะหยากเยื่อหยากไย่ทั้งหลายในและนอกกายเรา...

โปรดกรุณาปลดปล่อยตนเองออกจาก " คุกแห่งอารมณ์ " ไม่มีผู้ใดในโลกมาขังเราได้ ถ้าเราไม่ขังตัวเราเอง พวกเราทุกคนกำลังตกเป็นทาส
เป็นนักโทษที่มี " คุก " เป็นเครื่องจองจำ นั่นก็คือ " อำนาจแห่งกรรม " และ " การกระทำที่ไร้ความไตร่ตรองและพิจารณา "
ในขณะเดียวกัน เราก็ " ติดคุก " อยู่ลึก ๆ ซึ่งมันซ่อนอยู่ในดวงใจเล็ก ๆ เป็น " คุก " ที่มีอำนาจผูกให้เราตกอยู่ในความหลง ความโกรธ ความโลภ และความสับสนวุ่นวาย คุกชนิดนี้มันยิ่งใหญ่กว่า " คุก " ที่ชาวโลกสร้างมันขึ้นมา เพื่อขังมหาโจรเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าสัตว์ตนใด " ติดคุกแห่งอารมณ์ " เขาจะไม่มีวันได้ออก ไม่มีใครบอกได้ว่า เขาจะ " ออกจากคุก " เมื่อไหร่ อย่างไร จนกว่าเขาจะสามารถหาทางออกได้ ด้วยตัวของเขาเอง เพราะสรรพสัตว์ที่ " ติดในคุกอารมณ์ " จึงต้องอุบัติ " พระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ " มาทำหน้าที่เป็นนายทวารไปไขกุญแจ ปลดปล่อยสรรพสัตว์พ้นจากโทษทัณฑ์ และบ่วงกรรม ความเป็นทาสของความหลงโง่งมงาย

เราชาวศากยะ และตระกูลวงศ์แห่งพระศาสดา มีหน้าที่ปลดปล่อยตนเอง แล้วก็ปลดปล่อยสรรพสัตว์ที่ไม่ใคร่ระวัง สติรู้ตัวทั่วพร้อมให้พ้นบ่วงแห่งกรรม และทุกข์โทษภัยทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ใจที่ไม่ได้มีการพัฒนาและฝึกฝน และไม่ได้ระแวดระวังด้วยความรู้สึกที่ได้จากตาเห็น หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส ไม่มีสติรู้ทั่วพร้อม เราปล่อยให้ตัวเองติด " คุก " และส่งเสริมให้วิญญาณ " ติดคุก " อีกต่างหาก โดยการหลงใหลลื่นถลาไปกับ " ตาเห็นรูปสวย " " หูฟังเสียงเพราะ " " จมูกได้กลิ่นหอม " " ลิ้นรับรสอร่อย " " กายถูกต้องสัมผัสที่ชอบ " ลองมาใช้เวลาอันน้อยนิดสมมติว่าจะปลดปล่อยตัวเองออกจาก " คุก " แห่งความวุ่นวาย สับสน และหงุดหงิด โดยการมีสติควบคุม สิ่งที่เกิดจากตาเห็น หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายสัมผัส อย่าปล่อยให้มันมามีอำนาจเหนือจิตใจของตนเอง

วิธีการปลดปล่อยตนเองก็คือ หยุดคิด หยุดพูด หยุดทำ หยุดพฤติกรรมต่าง ๆ และอย่าปล่อยให้ความรู้สึกใด ๆ ปรากฎขึ้นในขณะนี้ยกเว้นมีความรู้สึกว่า " กายรวมใจเป็นผนึกแนบแน่น " มีสติสัมปชัญญะคือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่ภายในกาย จงอย่าปล่อยให้อารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นภายในกายนี้ ในเวลานี้เป็นอันขาด
เมื่อเราทำได้ถือว่าเป็นผู้ที่ฝึกตนเองที่พร้อมจะปลดปล่อยวิญญาณให้เป็นอิสระ..ได้ในลำดับตน

ที่มา  http://variety.teenee.com/saladharm/31978.html

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

10 ทฤษฎีวันสิ้นโลก Doomsday Theories นำไปสู่ วันสิ้นโลก



         ดูเหมือนจะกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันไปทั่วโลกในขณะนี้ สำหรับทฤษฎีโลกาวินาศ หรือ ทฤษฎีวันสิ้นโลก (Doomsday Theories) ที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ได้ทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับโลกเร็ว ๆ นี้ ในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป และประเด็นดังกล่าวก็ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันอีกครั้งในขณะนี้ ยิ่งปี 2012 ที่เชื่อว่าจะเป็นวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึงในเวลาอีกไม่นานนี้ อีกทั้งยังมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้ทฤษฎีวันสิ้นโลกของนักวิทยาศาสตร์กลายเป็นที่สนใจของคนทั่วโลกกันมากขึ้น ด้วยเชื่อว่ามันอาจจะเกิดขึ้นจริงตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้เคยคาดการณ์กันไว้ก็เป็นได้ 

          เว็บไซต์เทเลกราฟ ของอังกฤษ จึงได้มีการจัดอันดับปรากฏการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้น อันเป็นปรากฏการณ์ที่นำไปสู่ยุคโลกาวินาศ โดยอาศัยหลักฐานต่าง ๆ มาประเมินความน่าจะเป็นของทฤษฎีต่าง ๆ และจัดอันดับความน่าจะเป็นของปรากฏการณ์สู่ยุคโลกาวินาศออกมาได้ดังนี้
        1. ปรากฏการณ์วิกฤตโลกร้อน ภายในปี 2100 นี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โลกจะร้อนขึ้นจนทำลายสมดุลทางธรรมชาติ ขณะที่คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และแพร่กระจายไปทุกอณูอากาศ และความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รวดเร็ว จะส่งผลให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ จนโลกใบนี้มีทรัพยากรน้อยลง และในที่สุด ประชากรบนโลกก็จะอพยพหนีจากที่ที่เสียหายจากภัยพิบัติไปรวมตัวกันในพื้นที่แห่งใหม่ที่ปลอดภัยและมีทรัพยากรหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในยุคนั้นที่ทรัพยากรถูกทำลายไปจนเหลือน้อยลงแล้ว ก็จะไม่มีทรัพยากรเพียงพอต่อประชากรทั้งโลก และสิ่งที่ตามมาเป็นอันดับสุดท้ายก็คือการยื้อแย่งทรัพยากรกันเองในหมู่ประชากรโลก ท่ามกลางสภาพอากาศที่อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อง ๆ จนประชากรโลกอยู่ได้อย่างลำบาก

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 7/10
    2. ปรากฏการณ์การค่อย ๆ สูญพันธุ์ของผึ้ง มีความเป็นไปได้ว่าอีกไม่นานนี้ ผึ้งจะค่อย ๆ หายสาบสูญไปจากโลก หลังจากที่มีการพบว่าผึ้งที่เลี้ยงอยู่ในสหรัฐกว่าครึ่งหายสาบสูญไปจากรัง จนนางพญาไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้เพราะไม่มีอาหาร ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่ามาจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ยาฆ่าแมลง การตัดแต่งพันธุกรรมในพืช หรืออาจมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าแรงสูงก็เป็นได้ แต่จากหลักฐานที่มีการพบว่าผึ้งได้หายสาบสูญไป ก็พอจะทำให้นักวิทยาศาสตร์ทำนายได้ว่า มันอาจจะสูญพันธุ์ไปในเวลาอันใกล้นี้ และนั่นจะส่งผลร้ายต่อพืชที่มีผึ้งเป็นตัวผลิตอย่างแน่นอน

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 7/10   
       
            3. ปรากฏการณ์ขาดแคลนน้ำมัน โลกใกล้เข้าสู่ยุคขาดแคลนน้ำมันอย่างสิ้นเชิงเข้าไปทุกที หลังจากมีการตรวจพบว่าปริมาณน้ำมันทั่วโลกนั้นลดลง เนื่องจากความต้องการที่มากขึ้น จากการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาทุก ๆ วัน แล้วใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงในการใช้งาน ก็มีความเป็นไปได้ว่าอีกไม่นาน โลกจะถึงจุด Peak Oil หรือภาวะขาดแคลนน้ำมันชนิดที่ไม่เหลือน้ำมันเหลืออยู่เลย ซึ่งวิกฤตน้ำมันนี้จะเกิดขึ้นภายในไม่เกินปี 2020 ตราบใดที่ยังไม่มีการใช้เชื้อเพลิงอื่นแทนน้ำมัน

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 4/10

         4. ปรากฏการณ์ก่อการร้ายทำลายโลก หลังจากมีเหตุการณ์ก่อการร้าย 911 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 ที่ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตกว่า 3,000 คนแล้ว กลุ่มก่อการร้ายอัลเกดาห์ จะยังคงรวมตัวกันสร้างความวุ่นวายให้กับโลกด้วยการรวบรวมอาวุธสงครามทำลายล้างโลกโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายเหมือนที่เคยเกิดขึ้น และกลุ่มก่อการร้ายนี้เองจะมุ่งเป้าไปที่ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และอังกฤษก่อนเป็นอันดับแรก และส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ในเวลาต่อมา และจะสร้างความเสียหายหนักกว่าที่เคยเป็นมาเมื่อ 9 ปีก่อนอย่างแน่นอน

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 2/10

         5. สงครามโลกครั้งที่ 3 สงครามโลกครั้งที่ 3 นี้จะเกิดขึ้นจากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ถูกทำลาย และก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรในหมู่ประชากรโลกครั้งใหญ่ มีการผลิตอาวุธสงครามเพื่อทำลายกันเอง และในที่สุดจะทำให้ประชากรโลกต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อีกทั้งสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ก็จะพังทลาย สร้างความเสียหายไปทุกพื้นที่บนโลก หรืออีกคำทำนายหนึ่งคือสงครามโลกครั้งที่ 3 อาจเป็นสงครามนิวเคลียร์ที่อาจทำลายล้างโลก เพราะมีกองทัพรูปแบบเก่าคอยจ้องจะก่อสงครามได้ตลอดเวลา

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 1.5/10

             6. ปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ โดยเฉลี่ยแล้วในทุก ๆ 50,000 - 60,000 ปี โลกจะเกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง ซึ่งมันจะทำลายล้างพื้นที่โดยรอบกว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร ก็อาจเป็นไปได้ว่าอีกไม่นานลาวาที่อยู่ใต้พื้นพิภพจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เป็นเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่เลยทีเดียว โดยหลังจากที่เกิดภูเขาไฟแล้ว  ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบนโลกอีกครั้ง ทำให้โลกมีอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว และนอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังทำนายจากการเคลื่อนไหวของลาวาใต้เปลือกโลก พบว่า มันพร้อมที่จะระเบิดออกมาแล้วภายในศตวรรษนี้

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 1/10

            7. การเปลี่ยนขั้วของสนามแม่เหล็ก โดยปกติแล้วสนามแม่เหล็กจะเปลี่ยนขั้วโดยทิ้งช่วงระยะเวลาห่างกันเฉลี่ยนอยู่ที่ประมาณ 250,000 ปีต่อครั้ง ซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่มีทฤษฎีใดสามารถอธิบายใดว่าการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่หากมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมส่งผลต่อโลกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในบริเวณต่าง ๆ เช่น ทำให้ประเทศเขตร้อนมีหิมะตก หรือมีอากาศหนาวเหน็บจนยากที่จะปรับตัวได้ทัน เกิดพายุหมุนอย่างรุนแรง แผ่นดินไหว แต่ไม่อาจคร่าชีวิตประชากรโลกจนสูญพันธุ์ได้

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 1/10

           8. ปรากฏการณ์ภัยพิบัติจากดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์จะเกิดการปะทุครั้งใหญ่และความร้อนจากดวงอาทิตย์จะเผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกให้หายไปในชั่วพริบตา และโลกจะเกิดหายนะในปี 2012

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 0.3/10


            9. ปรากฏการณ์ดาวนิบิรุชนโลก แม้จะเป็นดาวลึกลับในตำนาน แต่นิบิรุกลับถูกเชื่อมโยงเข้ากับปรากฏการณ์วันสิ้นโลก โดยดาวนิบิรุจะมีวงโคจรทับเส้นเดียวกับวงโคจรของโลก และยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2012 นี้ มันจะเดินทางเข้าใกล้โลกมากจนสามารถมองเห็นมันใหญ่กว่าดวงอาทิตย์เลยทีเดียว

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 0.2/10


             10. มนุษย์ต่างดาวบุกโลก แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่ แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์กันว่าอีกไม่เกิน 30 ปี มนุษย์ต่างดาวจะบุกโลก ส่วนจะทำอะไรกับโลกหรือประชากรบนโลกหรือไม่นั้น ยังไม่มีการระบุแต่อย่างใด

           ความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์นี้ 0.1/10

          ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ข้างต้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์คาดเดาว่าอาจจะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่สิ่งที่เราควรตระหนักถึงคือการเตรียมตัวรับมือกับปรากฏการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นเหล่านี้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นมากที่สุด ที่มีความน่าจะเป็นถึง 7/10 คะแนน นั่นคือ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่ในขณะนี้มีหลักฐานออกมาชัดเจน ยืนยันว่าโลกกำลังเข้าใกล้ยุคโลกร้อนเต็มทีแล้ว ก็คงถึงเวลาแล้วที่ประชากรโลกควรร่วมมือกันยื้อเวลาวิกฤตสิ่งแวดล้อมนี้เสียที


วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เครื่องเป่ามือทำป่วยหวัด อาหารเป็นพิษ


เครื่องเป่ามือ


เครื่องเป่ามือทำป่วยหวัด อาหารเป็นพิษ (สวยด้วยแพทย์)

          หลายคนอาจเซ็งกับกระดาษทิชชูที่ติดมือติดไม้หลังการล้างมือ แต่รู้หรือไม่ว่า กระดาษเหล่านั้นยังมีดีกว่า เครื่องเป่ามือมากเป็นไหน ๆ

          นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ ในประเทศอังกฤษ เผยว่า 95% ของลมที่ออกมาจากเครื่องเป่ามือคือเชื้อโรค ซึ่งอาจทำให้คุณเป็นหวัดและอาหารเป็นพิษ
          นอกจากนี้ระหว่างที่เครื่องกำลังทำให้มือแห้งสนิท เชื้อโรคก็อาจพุ่งพรวดไปกว่า 600%

          คราวหน้าให้ลองหันมาใช้กระดาษเช็ดมือแทน เพราะจะช่วยลดเชื้อโรคได้มากกว่า 50%

ที่มา  http://health.kapook.com/view19742.html

วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หายใจให้ถูกแก้โรคความดัน



ทุกวันนี้หลาย ๆ คน หายใจเข้าและออกไม่ถูกต้อง เพราะแทนที่ท้องจะป่องเมื่อหายใจเข้า และท้องแฟบตอนหายใจออก ก็ดันเป็นในทางตรงกันข้าม ร้ายกว่านั้นคือ หายใจตื้น ๆ หน้าท้องไม่ขยับสักนิด

การหายใจที่ไม่ถูกหรือหายใจตื้นเกินไปทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลง และขับคาร์บอนไดอ๊อกไซค์ออกไปได้ไม่มาก ส่งผลให้การหมุนเวียนของโลหิตเร็วเกินไป เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้มีอาการความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ที่สำคัญเมื่อความดันโลหิตสูงแล้ว โรคภัยร้าย ๆ ก็จะตามมา อาทิ หัวใจ เบาหวาน เส้นเลือดเสื่อมสภาพ

เมื่อรู้ว่าโรคร้าย ๆ เกิดได้เพราะพฤติกรรมหายใจที่ผิด ๆ ทางแก้มีไม่ยาก แค่หายใจอย่างถูกวิธี หรือหายใจแบบทารก คือ การหายใจทางจมูก ปากปิดสนิท ลิ้นแตะเพดาน ไม่กัดฟัน ขณะสูดหายใจเข้าท้องป่อง ส่งให้หน้าอกขยายออกเล็กน้อย เมื่อหายใจออกท้องแฟบลง บริเวณหน้าอกขยับลงดังเดิม

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง คือ การหายใจทางปาก จะทำให้มีปัญหาฟันตามมาและทำให้นอนกรน รวมถึงการหายใจให้หน้าอกขยับแรง ๆ หรือเป็นการหายใจขณะตื่นเต้น ตกใจ ก็ควรเลี่ยง เพราะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ



ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ความเป็นผู้ซื่อตรง


สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
"ความ เป็นผู้ซื่อตรง" หรือคำว่า อาชชวะ  มีความหมายถึง การสุจริตต่อหน้าที่การงานของตน ต่อมิตรสหาย ต่อองค์กรหรือหลักการของตน
อาทิ เป็นคนไทยก็ต้องซื่อตรงต่อชาติ พระศาสนาและพระมหากษัตริย์

ความซื่อตรง แบ่งออกเป็น ๖ ประการ อธิบายได้ ดังนี้

 ๑. ตรง ต่อบุคคล

คือ มีความซื่อสัตย์สุจริต ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับตน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เนรคุณผู้มีพระคุณ และไม่เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก

 ๒. ตรงต่อเวลา
คือ จะนัดหมายกับใคร หรือจะทำงานสิ่งใดก็ให้ตรงเวลาที่กำหนดไว้ และไม่เอาเวลาราชการไปเป็นประโยชน์ส่วนตน
 ๓. ตรงต่อวาจา
คือ เมื่อได้รับปากกับใครว่าจะทำสิ่งที่ดีและสุจริต จะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีและทุจริต ก็ให้กระทำตามที่ได้ลั่นวาจาไว้

 ๔. ตรงต่อหน้าที่

คือ ซื่อสัตย์สุจริตและจริงใจต่อหน้าที่การงานของตน ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ละทิ้งหน้าที่และปัดความรับผิดชอบ
 ๕. ตรงต่อธรรมะ
คือ การยึดมั่นในหลักคุณธรรม และบูชาความถูกต้อง ความยุติธรรม ความชอบธรรมไว้เหนือสิ่งอื่นใด
 ๖. ตรงต่อตนเอง
คือ การไม่โกหกตนเอง ซื่อสัตย์สุจริตต่ออุดมการณ์ของตน ไม่ฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่ใช่ปณิธานของตนเอง

อาชชวธรรม จึงเป็นหลักธรรมสำคัญในการปกครอง เพราะคนอยู่รวมกันเป็นหมวดหมู่

ถ้าผู้นำปฏิบัติตนไม่ซื่อตรงไม่ซื่อสัตย์ จะเป็นบ่อเกิดแห่งความประพฤติทุจริตคิดมิชอบและก่อให้เกิดความหวาดระแวง

ถ้าประพฤติตรงและปฏิบัติตรงต่อกัน มีความจริงใจต่อกันและกันแล้ว ก็จะก่อให้เกิดความไว้วางใจ ยอมรับนับถือและสมัครสมานสามัคคีก็จะอยู่เย็น เป็นสุข ไม่ต้องอยู่ร้อน นอนทุกข์ เพราะประพฤติผิดปฏิบัติผิด

สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงแสดงอรรถาธิบายขยายความคำว่าอาชชวะในพระราชนิพนธ์เรื่อง "ทศบารมีในพุทธศาสนาเถรวาท" ตอนหนึ่งว่า

"พระมหากษัตริย์ จะต้องมีพระอัธยาศัยประกอบด้วยความเที่ยงตรงต่อประชาชนโดยทั่วไป  ไม่ทรงคิดลวงหรือประทุษร้ายผู้ใด"

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความซื่อตรง ทรงยึดมั่นอยู่ในหลักแห่งอาชชวธรรม โดยไม่ทรงเอนเอียงเปลี่ยนแปลงไป

พระองค์ทรงโดดเด่นเป็นสง่า ประทับอยู่ในดวงหทัยของพสกนิกรชาวไทยตลอดมา ก็เพราะทรงมีพระราชอัธยาศัยซื่อตรงทรงสัตย์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเสมอกันหมด ไม่ทรงเอนเอียงหรือหนักไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใด ภาคไหนหรือนับถือศาสนาอะไรก็ตาม



ที่มา http://variety.teenee.com/saladharm/31868.html

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

กาแฟและโดนัทอาจช่วยกระตุ้นการทำงานสมอง

ข่าวดีสำหรับพนักงานออฟฟิศ กาเฟอีนและกลูโคส ซึ่งเป็นสารที่มีอย่างเหลือเฟือในกาแฟและโดนัท

เครื่องดื่มและของว่างที่ขาดไม่ได้ตามอาคารสำนักงานต่าง ๆ อาจมีส่วนช่วยให้สมองคุณทำงานได้   ดีขึ้น และมีข้ออ้างมากขึ้นที่จะบริโภคสองอย่างนี้วันละหลายถ้วยหลายชิ้น
 

เอ็มเอสเอ็นบีซีรายงานว่า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาร์เซโลน่า สเปนพบว่า ส่วนผสมระหว่างกาเฟอีนกับกลูโคสช่วยกระตุ้นสมองในด้านความสนใจและความจำ
 
นักวิทยาศาสตร์ให้อาสาสมัครชายหญิงอายุ 18-25 ปีจำนวน   72 คน ซึ่งอดอาหารเป็นเวลา 1 คืนบริโภคเครื่องดื่มต่อไปนี้ น้ำเปล่า น้ำเปล่าผสมกาเฟอีน น้ำเปล่าใส่กลูโคส (ในปริมาณเท่ากับการดื่มน้ำอัดลม 2 แก้ว) และน้ำเปล่าเติมกาเฟอีนและกลูโคส
 
จากนั้นจึงทดสอบความสนใจ ความคล่องแคล่วของมือและแขน มิติสัมพันธ์และการทำงานของสมองส่วนหน้าตลอดจนความจำ ด้วยการให้จดจำคำ 15 คำ หยิบตัวหนีบออกจากถ้วยแล้วใส่ลงในช่อง แบ่งประเภทไพ่จากลายหน้าไพ่ สีหรือแต้ม เป็นต้น
 
ผลปรากฏว่าหลังดื่มเครื่องดื่มชนิดที่ 2 และ 3 ผู้เข้าร่วมใช้เวลาในการทำกิจกรรมทดสอบข้างต้นน้อยกว่าหลังการดื่มน้ำเปล่า ขณะที่เครื่องดื่มชนิดที่ 4 มีผลดีต่อทั้งความสนใจ การเรียนรู้ และการจดจำด้านภาษา โดยส่วนผสมของกาเฟอีนและกลูโคสส่งเสริมให้ผลที่สารแต่ละตัวมีต่อสมองมี ประสิทธิภาพมากขึ้น




วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เคยกินมั้ย สุดยอดผลไม้ที่ชื่อ "ตะขบ"


กรมอนามัย เผย "ตะขบ" มีใยอาหาร แคลเซียม และโพแทสเซียมสูง ช่วยดูดซับคอเรสเตอรอล ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้และเส้นเลือดสมองแตก

นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยผลการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของกองโภชนาการ เกี่ยวกับปริมาณใยอาหาร น้ำตาล และแร่ธาตุในผลไม้ พบว่า ผลไม้ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 76-94 กรัม มีใยอาหาร 0.5-6.3 กรัม มีน้ำตาลรวม 3-18 กรัม และมีพลังงาน 33-97 กิโลแคลอรี ซึ่งผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ ตะขบ 6.3 กรัม, ฝรั่งแป้นสีทอง 3.3 กรัม, ลูกหว้า 3.3 กรัม และฝรั่งกิมจู 3.1 กรัม

สำหรับผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม 18 กรัม, องุ่นดำไร้เมล็ด (ลูกใหญ่) 15 กรัม, ลิ้นจี่จักรพรรดิ 13 กรัม, สละ 13 กรัม และองุ่นแดง (ลูกใหญ่) 13 กรัม ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ได้แก่ เนื้อมะพร้าวอ่อน 3 กรัม, ลูกหว้า 5 กรัม, ลูกตาลอ่อน 5 กรัม, ราสเบอร์รี 6 กรัม และแคนตาลูป (เขียว) 6 กรัม นอกจากนี้ยังพบว่าผลไม้ส่วนใหญ่มีพลังงานน้อย เพราะมีน้ำเป็นองค์ประกอบค่อนข้างมาก จากการศึกษาครั้งนี้พบ ตะขบและมะม่วงเขียวเสวย (ดิบ) มีพลังงานมากกว่าผลไม้อื่นคือมี 97 และ 87 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม
จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า ตะขบ ฝรั่ง และ ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลมาก เช่น ลิ้นจี่ และ องุ่น อาจเป็นผลไม้ที่ควรระวัง หรือต้องห้ามสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน แต่แนะนำให้กิน เนื้อมะพร้าวอ่อน หรือ ลูกตาลอ่อน ทดแทนได้ เพราะมีน้ำตาลน้อย ส่วนผลไม้ที่มีโซเดียมน้อย จะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ขณะที่ปริมาณโพแทสเซียมในผลไม้จัดเป็นแร่ธาตุหลักที่พบ ซึ่งหากมีมาก อาจช่วยป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังบางชนิดได้ รวมการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้เช่นกัน



ที่มา http://variety.teenee.com/foodforbrain/31852.html

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

บุกงาน"CES 2010" นวัตกรรม"ไอที"รับปีใหม่

 
   มหกรรมงานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ "CES 2010" ในนครลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เพิ่งปิดฉากผ่านพ้นไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อ 2 วันก่อน
   ตามธรรมเนียมของทุกปีภายในงานนี้บรรดาบริษัทไอทีชั้นนำจะขนต้นแบบ รวมถึงนวัตกรรมไฮเทคใหม่ล่าสุดมาอวดศักยภาพให้ชาวโลกได้ยลโฉมก่อนใครเพื่อน ซึ่งเทคโนโลยีเด่นในมหกรรม CES ประจำปี ค.ศ.2010 หรือพ.ศ.2553 ที่โดดเด่นเตะตาผู้เข้าชมและผู้สื่อข่าวสายไอทีมากที่สุด มีดังนี้!
  
   1.สเลต พีซี (Slate PC) โน้ตบุ๊กขนาดพกพา สั่งงานผ่านจอทัชสกรีน รุ่น "สเลต พีซี" ของ บริษัทเอชพี ซึ่งทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 7 ของบริษัทไมโครซอฟท์ เป็นทั้งโน้ตบุ๊ก เครื่องมือท่องอินเตอร์เน็ต และเครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล (อีบุ๊ก) นายสตีฟ บัลเมอร์ ผู้บริหารไมโครซอฟท์ เชื่อมั่นในประสิทธิภาพของเครื่องรุ่นนี้มากถึงขนาดลงทุนเปิดแถลงข่าวและสาธิตวิธีใช้งานด้วยตัวเองในงาน CES
 
 
   2.หนังสือดิจิตอล บริษัทซัมซุงเผย โฉมเครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล (อีบุ๊ก) รุ่น "อี 6" (E6) ขนาดกระชับมือ

   3.ดูหนัง 3 มิติ เครื่องเล่นแผ่น "บลูเรย์" แบบ 3 มิติของ ค่ายพานาโซนิก วางคู่กับแว่นชมภาพยนตร์ 3 มิติ รุ่น "แอ๊กทีฟ ชัตเตอร์ 3ดี" (Active Shutter 3D)

   4.ทีวีบางเฉียบ โทรทัศน์จอภาพบางเฉียบ รุ่น "แอลอีดี 900" (LED 900) พัฒนาโดย บริษัทซัมซุง ตัวเครื่องและจอหนาไม่ถึง 3 นิ้ว หรือหนาพอๆ กับแท่งดินสอเท่านั้น และมีระบบแสดงผลเปลี่ยนภาพ 2 มิติ ให้กลายเป็น 3 มิติ

   5.ถ่ายใต้น้ำ ชุดกล้องดิจิตอลสำหรับถ่ายภาพใต้น้ำของ บริษัทลิควิด อิมเมจ เหนือชั้นกว่ากล้องใต้น้ำอื่นๆ ตรงที่สวมติดกับศีรษะได้อย่างมั่นคงและบันทึกภาพด้วยค่าความละเอียดสูง (HD)

   6.จักรยานไฟฟ้า บริษัท ซันโย ทวีปอเมริกาเหนือ เปิดตัวจักรยาน รุ่น "เอเนลลูป" (Eneloop) คนขี่ไม่ต้องออกแรงถีบเพราะเคลื่อนที่ได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ถ้าไฟหมดก็สามารถเปลี่ยนกลับมาถีบตามปกติ เพื่อประจุไฟฟ้าใหม่ ซันโยขนานนามผลิตภัณฑ์นี้ว่า "จักรยานลูกผสม" หรือ "ซินเนอร์เจติก ไฮบริด ไบซิเคิล"

   7.เครื่องชาร์จสารพัดประโยชน์ เครื่องชาร์จไฟฟ้าพกพา รุ่น "ออล อิน วัน" ของ บริษัท เอเนอร์ไจเซอร์ ไว้ใช้สำหรับจัมพ์ หรือพ่วงสายแบตเตอรี่รถยนต์เวลาไฟหมด และยังใช้เป็นเครื่องสูบลมยาง รวมถึงประจุไฟให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอื่นๆ

   8."จอ" งอได้ เครื่องอ่านหนังสือดิจิตอล รุ่น "สคิฟฟ์ รีดเดอร์" (Skiff Reader) ออกแบบโดย บริษัทแอลจี ดิสเพลย์ จอขาวดำดัดโค้งงอพับเก็บได้ใกล้เคียงกับสิ่งพิมพ์กระดาษทั่วๆ ไป แสดงภาพด้วยค่าความละเอียด 1,200x1,600 พิกเซล

   9."เน็ต" ทีวี ลักษณะหน้าตาโปรแกรม "คอนเน็กต์ ทีวี" (Connected TV) พัฒนาโดย บริษัทยาฮู! เจ้าของเว็บไซต์สืบค้นข้อมูลอันดับ 2 ของโลก ช่วยเชื่อมต่อโทรทัศน์เข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอย่างง่ายดาย

   10."พีซี" ถอดได้ บริษัท เลอโนโว ประเทศจีน เกาะกระแสแท็บเล็ตพีซี หรือคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก ออกผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตพีซีในตระกูลเครื่อง "ไอเดียแพด ยู 1 ไฮบริด" ติดตั้งจอทัชสกรีนขนาด 11.6 นิ้ว ซึ่งดึงออกมาจากตัวเครื่องเพื่อใช้งานโดยอิสระได้เลย ส่วนหน่วยประมวลผลใช้ของอินเทล คอร์ทูดูโอและระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 7

   11.เครื่องวัดพลังงาน เครื่องวัดระดับการสิ้นเปลืองและใช้พลังงานไฟฟ้าภายในบ้าน รุ่น "ไวร์เลส แอพพลายแอนซ์ แมเนเจอร์" คิดค้นโดย บริษัทโอเรกอน ไซน์ทิฟิก สหรัฐอเมริกา และบอกได้ด้วยว่าจุดไหนกินไฟเท่าไหร่จากสูงสุดถึงล่างสุด

   12.คอมพ์มือถือ "แดช โมบายล์" คอมพิวเตอร์มือถือของ โซนี่ ใช้ต่อเข้าเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตทุกที่ทุกเวลา ทั้งยังใช้เป็นเครื่องเล่นไฟล์มัลติมีเดียและอ่านหนังสือดิจิตอลได้ด้วย

   13.วิดีโอ 3 มิติ ในเมื่อกระแสทีวี 3 มิติมาแรงในปีนี้ บริษัทพานาโซนิก จึงผลิต "กล้องถ่ายวิดีโอระบบ 3 มิติ" ขึ้นมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าผู้คลั่งใคล้การชมภาพ 3 มิติโดยเฉพาะ

   14.กล้องไว-ไฟ กล้องถ่ายรูปดิจิตอล DSC-G3 ของ บริษัทโซนี่ มีเลนส์ซูม 4 เท่า จอแอลซีดีสั่งงานด้วยการสัมผัส และระบบจับภาพใบหน้าคมชัดอัตโนมัติ แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่มาพร้อมกับระบบเชื่อมต่อกับโครงข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สาย หรือ "ไว-ไฟ" ในตัว ช่วยให้การอัพโหลดภาพขึ้นเว็บไซต์ทำได้รวดเร็ว ราคาราว 17,500 บาท
 
 
 

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ประวัติของอินเทอร์เน็ต (Internet)

อินเทอร์เน็ต (Internet)                อินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งเริ่มก่อตั้งโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา
โดยสายส่งสัญญาณเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ภารกิจหลักเพื่อใช้ในงานวิจัยทางทหารโดยใช้ชื่อว่า "อาร์ปา" (ARPA : Advanced Research Project  Agency)
                ปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พา ประสบความสำเร็จ ก็ได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์ปา มาเป็นดาร์พา (Defence Communication Agency)  ในปี 2526 อาร์ปาเน็ตได้แบ่งเป็น 2 เครือข่าย ด้านงานวิจัยใช้ชื่อว่าอาร์ปาเน็ตเหมือนเดิม  ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ มิลเน็ต (MILNET: Military Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้โปรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เป็นครั้งแรก
                ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติอเมริกา (NSF) ได้ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอรคอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า  NSFNET  และพอมาถึงในปี 2533 อาร์ปาเนตไม่สามารถ ที่จะรองรับ ภาระที่เป็นหลัก (Backbone) ของระบบได้ อาร์ปาเน็ตจึงได้ยุติลง และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายอื่นๆ แทน
มาจนเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ โดยเรียกเครือข่ายว่า อินเทอร์เน็ต โดยเครือข่ายส่วนใหญ่
่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มีเครือข่ายย่อย มากมายทั่วโลก
                อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยการเชื่อมต่อมินิคอมพิวเตอร์ของ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศ
ออสเตรเลีย  แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการเชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้าและไม่เป็นการถาวร   จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ทำการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ 
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, สถาบันเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าด้วยกันเรียกว่า "เครือข่ายไทยสาร"
                เครือข่ายไทยสารเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการเข้ามาเชื่อมต่อกับ
เครือข่ายนี้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าอินเทอร์เน็ตในประเทศขณะนั้นยังจำกัดอยู่ในวงการศึกษา และการวิจัยเท่านั้น ไม่ได้เป็นเครือข่ายที่ให้บริการในรูปของธุรกิจ แต่ทางสถาบันนั้น ๆ จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง
                ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 ความต้องการในการใช้อินเทอร์เน็ตจากภาคเอกชนมีมากขึ้น การสื่อสาร
แห่งประเทศไทย (กสท) จึงได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชน เปิดบริการอินเทอร์เน็ต ให้แก่บุคล ผู้สนใจทั่วไปได้สมัคร
เป็นสมาชิก ตั้งขึ้นในรูปแบบของบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ เรียกว่า "ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต"

หรือ ISP (Internet Service Provider)

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ArcGIS และ Cloud

ESRI มีความหลากหลายของการใช้งาน Cloud - based และบริการ

ตามเนื้อหา Cloud เซิร์ฟเวอร์และการใช้งานให้มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นโอกาสค่า
ใช้จ่ายให้องค์กรสามารถส่งมอบและใช้เนื้อหาและการให้บริการระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

บริการระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์มีอยู่ในเมฆเพื่อให้ผู้ใช้ ArcGIS และนักพัฒนา
สามารถเชื่อมต่อการใช้แผนที่พร้อมรวมทั้งภาพ, ภูมิประเทศและแผนที่ฐานถนนตลอดจน
บริการงานเช่นการกำหนดเส้นทางและ geocoding บริการสำหรับทวีปอเมริกาและยุโรป

ArcGIS Server สามารถนำมาใช้ได้ใน Cloud ผ่านทาง Amazon Elastic
Compute Cloud (EC2) เพื่อให้องค์กรและนักพัฒนาสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วและ
ปรับใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์การใช้งานแผนที่ที่กำหนดเองภายในไม่กี่นาที

ซอฟท์แว GIS เป็นบริการ (SaaS) ให้มุ่งเน้นลูกค้าที่ใช้เมฆและการใช้งานที่ง่ายแก้
ปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เครื่องมือระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และข้อมูล แต่ไม่จำเป็น
ต้องมีความชำนาญในการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

GIS บริการโทรศัพท์มือถือกำลังจะมาถึง Cloud เร็ว ๆ นี้เพื่อให้บุคลากรของเขตข้อมูลองค์กร
นักธุรกิจและผู้บริโภคสามารถเข้าถึงความสามารถระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือเกือบใด ๆ

ที่มา  http://www.esri.com/technology-topics/cloud-gis/arcgis-and-the-cloud.html

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การจัดรูปแบบการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์


- นักภูมิศาสตร์พยายามค้นหาความเป็นระเบียบหรือกฎเกณฑ์จากความไร้ระเบียบของแหล่งตั้งถิ่นฐาน
- โดยพยายามอธิบายด้วยเหตุผลว่าเพราะเหตุใดแหล่งตั้งถิ่นฐานมนุษย์จึงปรากฏรูปแบบเช่นนั้น
- ในเชิงปริมาณ ได้มีการคิดดัชนีชี้วัด เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการจัดรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน เช่น ดัชนีบ้าน   
   ใกล้เคียง และ




R
- เท่ากับ 1 การตั้งถิ่นฐานจะเป็นแบบสุ่ม
R
- น้อยกว่า 1 เป็นแบบเกาะกลุ่มหรือกระจุก
R
- มากกว่า 1 เป็นแบบกระจายปกติ

- ประโยชน์ของวิธีการนี้ คือ ใช้ทดสอบรูปแบบการตั้งถิ่นฐานด้วยวิธีการทางสถิติที่พอจะเชื่อถือได้ ว่าใน
   สภาพแวดล้อมต่างกัน  การกระจายของการตั้งถิ่นฐานจะเป็นอย่างไร
          - ในสภาพแวดล้อมที่เหมือนกันแหล่งตั้งถิ่นฐานจะกระจายในสภาพปกติ
          -  ถ้าสภาพภูมิประเทศแตกต่างกันมาก ค่า
          -  นักภูมิศาสตร์ใช้ดัชนีนี้เปรียบเทียบกำหนดรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน  เพื่อค้นหาอิทธิพลของ
              ภูมิประเทศที่มีต่อการกระจายของแหล่งตั้งถิ่นฐาน
          -  เพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดระบบการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ใหม่ หรือ วางแผนการตั้งถิ่นฐานใหม่
          -  แต่วิธีการนี้ใช้ได้ในสภาพปัจจุบันเท่านั้น ไม่สามารถพิสูจน์ความ  เป็นมาของแหล่งตั้งถิ่นฐาน
             ได้ เนื่องจากการกระจายแบบเกาะกลุ่มไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการตั้งถิ่นฐานแบบเกาะกลุ่ม
              มาแต่แรก


ที่มา : @meoneogeo  ^^"

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

80 เรื่อง พ่อหลวง

เมื่อทรงพระเยาว์ 1.ทรงพระราชสมภพเวลา 08.45น.
2.นายแพทย์ผู้ทำคลอดชื่อ ดับลิว สจ๊วต วิตมอร์ มีน้ำหนักแรกประสูติ 6 ปอนด์
3.พระนาม”ภูมิพล”ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
4.พระยศเมื่อแรกประสูติ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า ภูมิพลอดุลยเดช
5.ทรงมีชื่อเล่น ว่า เล็ก หรือ พระองค์เล็ก
6.ทรงเคยเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนมาแตร์เดอี เพราะช่วงพระชนมายุ 5 พรรษา ทรงเคยเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ 1 ปี มีพระนามในใบลงทะเบียนว่า “H.H Bhummibol Mahidol”หมายเลขประจำตัว 449
7.ทรงเรียกสมเด็จพระราชชนนีหรือสมเด็จย่า อย่างธรรมดาว่า”แม่”
8.สมัยทรงพระเยาว์ ทรงได้ค่าขนม อาทิตย์ละครั้ง
9.แม้จะได้เงินค่าขนมทุกอาทิตย์ แต่ยังทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็นำไปซื้อเมล็ดผักมาปลูกเพิ่ม
10.สมัยพระเยาว์ทรงเลี้ยงสัตว์หลายชนิดทั้งสุนัข กระต่าย ไก่ นกขุนทอง ลิง แม้แต่งูก็เคยเลี้ยง ครั้งหนึ่งงูตายไปก็มีพิธีฝังศพอย่างใหญ่โต
11.สุนัขตัวแรกที่ทรงเลี้ยงสมัยพระเยาว์เป็นสุนัขไทย ทรงตั้งชื่อให้ว่า”บ๊อบบี้”
12.ทรงฉลองพระเนตร(แว่นสายตา)ตั้งแต่พระชันษายังไม่เต็ม 10 ขวบ เพราะครูประจำชั้นสังเกตเห็นว่าเวลาจะทรงจดอะไรจากกระดานดำจะต้องลุกขึ้นบ่อยๆ
13.สมัยพระเยาว์ทรงซนบ้าง หากสมเด็จย่าจะลงโทษ จะเจรจากันก่อนว่า โทษนี้ควรตีกี่ที ในหลวงจะทรงต่อรอง 3 ที มากเกินไป 2ทีพอแล้ว
14.ระหว่างประทับอยู่ ส วิตเซอร์แลนด์ โดยนะหว่างพี่น้องจะทรงใช้ภาษษฝรั่งเศส แต่จะใช้ภาษาไทยกับสมเด็จย่าเสมอ
15.ทรงได้รับการอบรมให้รู้จัก”การให้”โดยสมเด็จย่าจะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า”กระป๋องคนจน”หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก”เก็บภาษี”หยอดใส่กระปุกนี้ 10% ทุกสิ้นเดือนสมเด็จย่าจะเรียกประชุมเพื่อถามว่าจะเอาเงินในกระป๋องนี้ไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน
16.ครั้งหนึ่ง ในหลวงกราบทูลสมเด็จย่าว่าอยากได้รถจักรยาน เพราะเพื่อนคนอื่นๆเขามีจักรยานกัน สมเด็จย่าก็ตอบว่า”ลูกอยากได้จักรยาน ลูกก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อจักรยาน”
17.กล้องถ่ายรูปกล้องแรกของในหลวง คือ Coconet Midget ทรงซื้อด้วยเงินสะสมส่วนพระองค์ เมื่อพระชนม์เพียง 8 พรรษา
18.ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทรงปั่นจักรยานไปโรงเรียนแทนรถพระที่นั่ง

พระอัจฉริยภาพ

19.พระอัจฉริยภาพของในหลวง มีพื้นฐานมาจาก”การเล่น”สมัยพระเยาว์ เพราะหากอยากได้ของเล่นอะไร ต้องทรงเก็บสตางค์ซื้อเอง หรือ ประดิษฐ์เอง ทรงเคยหุ้นค่าขนมกับ พระชษฐาน ซื้อชิ้นส่วนวิทยุทีละชิ้นๆ แล้วเอามาประกอบเองเป็นวิทยุ แล้วแบ่งกันฟัง
20.สมเด็จย่าทรงสอนให้ในหลวงรู้จักการใช้แผนที่และภูมิประเทศของไทย โดยโปรดเกล้าฯให้โรงเรียนเพาะช่างทำแผนที่ประเทศไทยเป็นรูปตัวต่อ เลื่อยเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆเพื่อให้ทรงเล่นเป็น จิ๊กซอว์
21.ทรงเครื่องดนตรีได้หลายชนิด เช่น เปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน แต่รู้หรือไม่ เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่ทรงหัดเล่นคือ บเพลง (แอกคอร์เดียน)
22.ทรงสนพระทัยดนตรีอย่างจริงจังราวพระชนม์ 14-15 พรรษ า ทรงซื้อแซกโซโฟนมือสองราคา 300 ฟรังก์มาหัดเล่น โดยใช้เงินสะสมส่วนพระองค์ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งสมเด็จย่าออกให้
23.ครูสอนดนตรีให้ในหลวง ชื่อ เวย์เบรชท์ เป็นชาว อัลซาส
24.ทรงพระราชนิพนธ์เพลงครั้งแรก เมื่อพระชนม์พรรษา 18 พรรษา เพลงพระราชนิพนธ์แรกคือ”แสงเทียน” จนถึงปัจจุบันพระราชนิพนธ์เพลงไว้ทั้งหมด 48 เพลง
25.ทรงพระราชนิพนธ์เพลงได้ทุกแห่ง บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดนตรีช่วย อย่างครั้งหนึ่งทรงเกิดแรงบันดาลพระทัย ทรงฉวยซองจดหมายตีเส้น 5 เส้นแล้วเขียนโน้ตทำนองเพลงขึ้นเดี๋ยวนั้น กลายเป็นเพลง”เราสู้”
26.รู้ไหม...? ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนใคร : เหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่5
27. - - - -
28.นกจากทรงโปรดการถ่ายภาพแล้ว ยังสนพระทัยการถ่ายภาพยนตร์ด้วย ทรงเคยนำภาพยนตร์ส่วนพระองค์ออก ฉายแล้วนำเงินรายได้มาสร้างอาคารสภากาชาดไทย ที่ รพ.จุฬาฯ โรงพยาบาลภูมิพล รวมทั้งใช้ในโครงการโรคโปลิโอและโรคเรื้อนด้วย
29.ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง”นายอินทร์”และ”ติโต” ทรงเขียนด้วยบายพระหัตถ์ แล้วให้เสมียนพิมพ์แต่พระมหาชนก ทรงพิมพ์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
30.ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และเรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น”กีฬาซีเกมส์”)ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2510
31.ครั้งหนึ่ง ทรงเรือใบออกจากฝั่งไปได้ไม่นานก็ทรงแล่นกลับฝั่งตรัสกับผู้ที่คอยมาเฝ้าฯว่า เสด็จฯกลับเข้าฝั่งเพราะเรือแล่นไปโดนทุ่นเข้า ซึ่งในกติกาการแข่งเรือใบถือว่าฟาวส์ ทั้งๆที่ไม่มีใครเห็น แสดงให้เห็นว่าทรงยึดกติกามากแค่ไหน
32.ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ได้รับสิทธิบัตรผลงานประดิษฐ ์คิดค้นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่มลอย หรือ “กังหันชัยพัฒนา” เมื่อปี 2536
33.ทรงเป็นผู้ริเริ่มการพัฒนาเชื้อเพลิงน้ำมันจากวัสดุการเกษตรเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์,ดีโซฮอลล์ และ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 20ปีแล้ว
34.องค์การสหประชาชาติ ได้ถวาย รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ในหลวงเมื่อ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549 เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย โดยมี นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ เดินทางมาถวายรางวัลด้วยตนเอง

เรื่องส่วนพระองค์
35.พระนามเต็มของในหลวง : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรามหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
36.ร ักแรกพบ ของในหลวงและหม่อมสิริกิติ์เกิดขึ้นที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถฯทรงให้สัมภาษณ์ว่า”น่าจะเป็น เกลียดแรกพบ มากกว่า รักแรกพบ เนื่องเพราะรับสั่งว่าจะเสด็จถึงเวลาบ่าย 4 โมง แต่จริงๆแล้วเสด็จมาถึงหนึ่งทุ่ม ช้ากว่าเวลานัดหมายตั้งสามชั่วโมง
37.ทรงหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2492 และจัดพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ที่วังสระปทุม เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 โดยทรงจดทะเบียนสมรสเหมือนคนทั่วไป ข้อความในสมุดทะเบียนก็เหมือนคนทั่วไปทุกอย่าง ปิดอากรแสตมป์ 10 สตางค์ เสียค่าธรรมเนียม 10 บาท
38.หลังอภิเษกสมรส ทรง”ฮันนีมูน”ที่หัวหิน
39.ทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมืองวันที่ 22 ตุลาคม 2499 และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 15 วัน
40.ระหว่างทรงผนวช พระอุปัชฌาย์และพระพี่เลี้ยง คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
41.ของใช้ส่วนพระองค์นั้นไม่จำเป็นต้องแพง ต้องแบรนด์เนม ดังนั้นการถวายของให้ในหลวงจึงไม่จำเป็นจะต้องเป็นของแพง อะไรที่มาจากน้ำใจจะทรงใช้ทั้งนั้น
42.เครื่องประดับ : ในหลวงไม่ทรงโปรดสวมเครื่องประดับ เช่น แหวน สร้อยคอ ของมีค่าต่างๆ ยกเว้น นาฬิกา
43.พระเกศาที่ทรงตัดแล้ว : ส่วนหนึ่งเก็บไว้ที่ธงชัยเฉลิมพลเพื่อมอบแก่ทหาร อีกส่วนหนึ่งเก็บไว้สร้างวัตถุมงคล เพื่อมอบแก่ราษฎรที่ทำคุณงามความดีแก่ประเทศชาติ
44.พลอดยาสีพระทน ทรงใช้จนแบนราบเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ โดยเฉพาะบริเวณคอหลอด ยังปรากฏรอยบุ๋มลึกลงไปจนถึงเกลียวคอหลอด ซึ่งเป็นผลจากการใช้ด้ามแปรงสีพระทนช่วยรีด และ กดเป็นรอยบุ๋ม
45.วันที่ในหลวงเสียใจที่สุด คือวันที่สมเด็จย่าเสด็จสวรรณคต มีหนังสือเล่าไว้ว่า วันนั้นในหลวงไปเฝ้าแม่ถึงตีสี่ตีห้า พอแม่หลับจึงเสด็จฯกลับ ถึงวัง ทางโรงพยาบาลก็โทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์แล้ว ในหลวงรีบกลับไปที่โรงพยาบาล เห็นแม่นอนหลับตาอยุ่บนเตียง ในหลวงคุกเข่าเข้าไปกราบที่อกแม่ ซบหน้านิ่งอยู่นาน ค่อยๆเงยพระพักตร์ขึ้นมาน้ำพระเนตรไหลนอง

งานของในหลวง
46.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบนมีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ
47.ทุกครั้งที่เสด็จฯไปยังสถานต่างๆจะทรงมีสิ่งของประจำพระองค์อยู่ 3 สิ่งคือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง(ตัดต่อเอง ปะกาวเอง) กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ
48.ในหลวงทรงงานด้วยพระองค์เองทุกอย่างแม้กระทั่งการโรเนียว กระดาษที่จะนำมาให้ข้อราชการที่เข้าเฝ้าฯถวายงาน
49.เก็บร่ม : ครั้งหนึ่งเมื่อในหลวงเสด็จฯเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งมาถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้อราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็นดังนั้น จึงม ีรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรทั้งกลางสายฝน
50.ทรงศึกษาลักษณะอากาศทุกวัน โดยใช้ข้อมูลที่กรมอุตุนิยมวิทยานำขึ้นทูลเกล้าฯร่วมกับข้อมูลจากต่างประเทศที่หามาเอง เพื่อป้องกันภัยธรรมชาติที่อาจก่อความเสียหายแก่ประชาชน
51.โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เริ่มต้นขึ้นจากเงินส่วนพระองค์จำนวน 32,866.73บาท ซึ่งได้จากการขายหนังสือดนตรีที่พระเจนดุริยางค์ จากการขายนมวัว ก็ค่อยๆเติบโตเป็นโครงการพัฒนามาจนเป็นอย่างที่เราเห้นกันทุกวันนี้
52.เวลามีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาเยี่ยมชมโครงการฯสวนจิตรลดา ในหลวงจะเสด็จฯลงมาอธิบายด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงรู้ทุกรายละเอียด
53.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กราบบังคมทูลถามว่า เคยทรงเหนื่อยทรงท้อบ้างหรือไม่ ในหลวงตอบว่า “ความจริงมันน่าท้อถอยอยู่หรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย แต่ว่าฉันท้อไม่ได้ เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน เดิมพันของเรานั้นคือบ้านเมือง คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ
54.ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดกระดูกสันหลังในอีก 5 ชั่วโมง (20 กรกฎาคม 2549) ยังทรงรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้ เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ พระองค์จะได้มอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน

ของทรงโปรด
55.อาหารทรงโปรด : โปรดผัดผักทุกชนิด เช่น ผัดคะน้า ผัดถั่วงอก ผัดถั่วลันเตา
56.ผักที่ไม่โปรด : ผักชี ต้นหอม และตังช่าย
57.ทรงเสวย ข้าวกล้อง เป็นพระกระยาหารหลัก
58.ไม่เสวยปลานิล เพราะทรงเป็นผู้เลี้ยงปลานิลคนแรกในประเทศไทย โดยใช้สระว่ายน้ำในพระตำหนักสวนจิตรลดาเป็นบ่อเลี้ยง แล้วแจกจ่ายพันธุ์ไปให้กรมประมง
59.เครื่องดื่มทรงโปรด : โปรดโอวัลตินเป็นพิเศษ เคยเสวยวันหนึ่งหลายครั้ง
60.ทีวีช่องโปรด ทรงโปรดข่าวช่องฝรั่งเศส ของยูบีซี เพื่อทรงรับฟังข่าวสารจากทั่วโลก
61.ทรงฟัง จส.100 และเคยโทรศัพท์ไปรายงานสถานการณ์ต่างๆใน กทม.ไปที่ จส.100ด้วย โดยใช้พระนามแฝง
62.หนังสือที่ในหลวงอ่าน : ตอนเช้าตื่นบรรทม ในหลวงจะเปิดดูหนังสือพิมพ์รายวันทั้งไทยและเทศ ทุกฉบับ และก่อนเข้านอนจะทรงอ่านนิตยสารไทม์ส นิวสวีก เอเชียวีก ฯลฯ ที่มีข่าวทั่วทุกมุมโลก
63.ร้านตัดเสื้อของในหลวง คือ ร้านยูดลย เจ้าของชื่อ ยูไลย ลาภประเสริฐ ถวายงานตัดเสื้อในหลวงมาตั้งแต่ปี 2501 เมื่อนายยูไลยเสียชีวิต ก็มี ลูกชาย นายสมภพ ลาภประเสริฐ มาถวายงานต่อ จนถึงตอนนี้ก็เกือบ 50 ปีแล้ว
64.ห้องทรงงานของในหลวง อยู่ใกล้ห้องบรรทม บนชั้น 8 ของตำหนักจิตรลดาฯเป็นห้องเล็กๆ ขนาด 3x4 เมตร ภายในห้องมีวิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ เครื่องบันทึกเสียง เครื่องพยากรณ์ แผนที่ ฯลฯ
65.สุนัขทรงเลี้ยง นอกจากคุณทองแด ง สุวรรณชาด สุนัขประจำรัชกาล ที่ปัจจุบันอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล แล้ว ยังมีสุนัขทรงเลี้ยงอีก 33 ตัว

รู้หรือไม่ ?
66.ในหลวง เกิดจากคำที่ชาวเหนือใช้เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “นายหลวง” ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็น ในหลวง
67.ทรงวชาญถึง 6 ภาษา คือ ไทย ละติน ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน และ สเปน
68.อาชีพของในหลวง เมื่อผู้แทนพระองค์ไปติดต่อเอกสารสำคัญใดๆทรงโปรดให้กรอกในช่อง อาชีพ ของพระองค์ว่า “ทำราชการ”
69.ในหลวงทรงพระเนตรเทียมข้างขวา เป็นผลจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เมืองโลซานน์ สวิสเซอร์แลนด์ รถพระที่นั่งชนกับรถบรรทุกอย่างแรง ทำให้เศษกระจกเข้าพระเนตรข้างขวา ตอนนั้นมีอายุเพียง 20 พรรษา และทรงใช้พระเนตรข้างซ้ายข้างเดียว ในการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทยมาตลอดกว่า 60 ปี
70.ครั้งหนึ่งหนังสือพิมพ์อเมริกันลงข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงว่า แซกโซโฟนที่ทรงอยู่เป็นประจำนั้นเป็นแซกโซโฟนที่ทำด้วยทองคำเนื้อแท้บริสุทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำรัสว่า”อันนี้ไม่จริงเลย สมมติว่าจริงก็จะหนักมาก ยกไม่ไหวหรอก”
71.ปีหนึ่งๆ ในหลวงทรงเบิกดินสอแค่ 12 แท่ง ใช้เดือนละแท่ง จนกระทั่งกุด
72.หัวใจทรงเต้นไม่ปกติด ในหลวงเคยประชวรหนักจนหัวใจเต้นไม่ปกติ เนื่องจากติดเชื้อไมโครพลาสม่า ขณะขึ้นเยี่ยมราษฎรที่อำเภอสะเมิงติดต่อกันหลายปี
73.รู้หรือไม่ว่า ในหลวงเป็นคนประดิษฐ์รูปแบบฟอนต์ภาษาในคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้อย่าง ฟอนต์จิตรลดา ฟอนต์ภูพิงค์
74.ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จัดขึ้นที่อิมแพ็ค มีประชาชนเข้าชมรวม 6ล้านคน
75.ในหลวงเริ่มพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.24 93 จน 29 ปีต่อมาจึงมีผู้คำนวณว่าเสด็จพระราชทานปริญญาบัตร 490ครั้ง ประทับครั้งละ 3 ชม. ทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทาน 470,000 ครั้ง น้ำหนักปริญญาบัตรฉบับละ 3 ขีด รวมน้ำหนักทั้งหมด 141 ตัน
76.ดอกไม้ประจำพระองค์ คือ ดอกดาวเรือง
77.สีประจำพระองค์คือ สีเหลือง
78.นั่งรถหารสอง : ทรงรับสั่งกับข้าราชบริพารเสมอว่า การนั่งรถคนละคันเป็นการสิ้นเปลือง ให้นั่งรวมกัน ไม่โปรดให้มีขบวนรถยาวเหยียด
79 - - - -
80. พระราชประวัติในหลวง ฉบับการ์ตูน



อ่านต่อ : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1997117#ixzz17EVf8Qee

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

4 ธันวา วันสิ่งแวดล้อมไทย

ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในวงกว้าง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การพัฒนาประเทศ อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากร ทำให้การใช้ทรัพยากรมีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย แต่การจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้ทรัพยากรธรรมชาติลดลง และทรัพยากรธรรมชาติที่เหลืออยู่ก็อยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม เกินความสามารถที่จะพัฒนาให้ฟื้นตัวได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งยังเกิดปัญหามลพิษจากชุมชนเมือง และย่านอุตสาหกรรม ตามมาด้วย
        ปัจจุบันสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของไทยอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วงทรัพยากรธรรมชาติที่เคยมีอยู่ลดลงอย่างรวดเร็ว น่าใจหาย อาทิเช่น พื้นที่ป่าไม้ที่เคยมีอยู่ราว 171 ล้านไร่ หรือ 53.3 % เมื่อปี 2540 ปัจจุบันเหลืออยู่ไม่ถึง 25 % สัตว์ป่า 562 ชนิดถูกคุกคาม จนใกล้สูญพันธุ์ ปริมาณน้ำต่อหัวของประชากร 3,877 ลบ.ม./คน/ปี และมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ทรัพยากรดินมีอยู่ 321 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการทำการเกษตรมากกว่าครึ่ง และอัตราการพังทลายของดินมีสูงถึง 108 ล้านไร่ ต่อปี ปัญหามลพิษ เช่นน้ำเสียพบว่า มีน้ำที่มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ามาตรฐานถึงร้อยละ 37 ปัญหามลพิษทางอากาศ มีมากในเขตเมืองบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น ปัญหาขยะมูลฝอยจากชุมชนทั้งประเทศมีมากถึง 37,879 ตันต่อวัน ทั้งยังพบปัญหาของเสียอันตรายที่เกิดจากการประกอบการอุตสาหกรรมต่าง ๆ อีกมากมาย
        หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จึงได้ให้ความสนใจ และให้การสนับสนุน อย่าง จริงจัง ในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะท่านก็คือหนึ่งพลังที่จะช่วยพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมไทยให้ยั่งยืนต่อไป

ความเป็นมา

        จากปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ตลอดจนปัญหาภาวะมลพิษที่รุนแรง จนถึงขั้นที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าถวายพระพร เนื่องในวโรกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2532 ณ ศาลาดุสิดาลัยพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน มีใจความเกี่ยวกับสถานการณ์และปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เกิดกับโลกและในประเทศ และได้ตรัสเตือนให้พสกนิกร ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา สิ่งแวดล้อม อย่างจริงจัง ด้วยความสุขุมรอบคอบ โดยให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องปฏิบัติ มิใช่เพียงเพื่อ ประเทศไทยเท่านั้น หากเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของโลกด้วย
        จากพระราชดำรัสดังกล่าว นับเป็นจุดเริ่มของการ เคลื่อนไหวในการดำเนินงาน เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานของรัฐ และเอกชน ในการสนับสนุนกิจกรรมรณรงค์ทางสังคม เพื่อสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาสิ่งแวดล้อม ในส่วนของภาครัฐได้ให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมาเป็นอันดับแรก โดยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมและรณรงค์ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจัง สำหรับภาคเอกชนได้เริ่ม ให้ความสำคัญ เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยมีการคำนึงถึงเรื่องผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนกระบวนการผลิตต่าง ๆ โดยมีการริเริ่มโครงการอนุรักษ์ และพัฒนาทางด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ต่อชุมชน และสังคมส่วนรวม ของประเทศตลอดจนได้มี การจัดตั้งองค์กรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นในรูปของมูลนิธิ ชมรม สมาคม เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อดำเนินงานการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อันแสดงให้เห็นถึงการรวมพลัง ของประเทศเพื่อร่วมกันพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศ
        ดังนั้น คณะรัฐมนตรี ได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 มีมติเห็นชอบให้ วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมไทย ตามที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการให้ความร่วมมือ ในการดำเนินการด้วย


กิจกรรม

        กรมส่งเสริมคุณภาพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการส่งเสริม เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในการเสริมสร้างจิตสำนึก และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันดูแลอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรพัฒนาต่าง ๆ จัดกิจกรรมรณรงค์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดนิทรรศการ การเสวนาและเปลี่ยนความคิดเห็น การจัดนิทรรศการ การประกวดภาพวาด และโครงการอื่นๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อย่างต่อเนื่องกันมาโดยตลอดใน10 ปีที่ผ่านมา

ที่มา  http://www.tungsong.com/Impotant_day/Environment/Environment_01.asp