จากประสบการณ์ที่ติดตามกลยุทธ์ของพนักงานขายแอลซีดีทีวีหรือแอลอีดีทีวี ที่มักจะเปิดภาพยนตร์ตัวอย่างสำหรับจอ HDTV โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพยนตร์เรื่อง Avatar หรือไม่ก็การ์ตูน Up ที่มีสีสันสวยสดใส เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วผมอยากจะบอกว่า การที่จะซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ซักเครื่องนี้ เป็นเรื่องที่จุกจิกพอสมควรเหมือนกัน
จากประสบการณ์ที่ติดตามกลยุทธ์ของพนักงานขายแอลซีดีทีวีหรือแอลอีดีทีวี ที่มักจะเปิดภาพยนตร์ตัวอย่างสำหรับจอ HDTV โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพยนตร์เรื่อง Avatar หรือไม่ก็การ์ตูน Up ที่มีสีสันสวยสดใส เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วผมอยากจะบอกว่า การที่จะซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ซักเครื่องนี้ เป็นเรื่องที่จุกจิกพอสมควรเหมือนกัน แต่เรื่องราวเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะผมจะมีเทคนิคมานำเสนอการสังเกตสินค้าตัวอย่างในร้านขายโทรทัศน์ ที่สามารถช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า เพื่อให้ได้แอลซีดีทีวี หรือแอลอีดีทีวีสักเครื่องหนึ่งในแบบที่คุณต้องการ ในราคาที่คุ้มค่ากับเงินที่คุณจ่ายไป
โทรทัศน์ความละเอียดสูงแบบ High-Definition นั้น ได้มีการวางจำหน่ายมาร่วมๆ 4-5 ปีเห็นจะได้แล้ว และจอภาพที่ระดับความละเอียด 1080p HDTV ก็คือสินค้าระดับไฮเอนต์ ที่ปัจจุบันนี้เริ่มจอแอลซีดีทีวีกลายเป็นสินค้าที่สามารถหาซื้อมาใช้ในบ้านได้ทุกครัวเรือน (ซึ่งเครื่องเล่น Blu-ray ก็จะมีสถานภาพเช่นเดียวกันในอนาคตอันใกล้นี้) จะก็แต่จอแอลอีดีทีวีที่เคยเปิดตัวด้วยราคาแพงสูงลิบลิ่วกลายเป็นอดีตไปแล้ว เช่น Sony Bravia ที่ตั้งราคาเกือบ 160,000 บาท สำหรับหน้าจอขนาด 46-52 นิ้ว ทุกวันนี้ เป็นโมเดลที่มีอยู่แพร่หลายและราคาก็ลดลงมามาก เหลือในระดับแค่ 65,000 ถึง 70,000 บาทก็พอจะหาซื้อกันได้แล้ว และรุ่นเกรดล่างๆ สเปกธรรมดาขนาด 32 นิ้วเราก็หาซื้อได้ในราคาหมื่นต้นๆ
ที่สำคัญคุณสมบัติเด่นของโทรทัศน์รุ่นต่างๆ ก็มีอยู่มากมายหลากหลายรุ่น ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตและติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ใช้เปิดดูเว็บไซต์และบริการที่ยอดฮิต เช่น Netflix on Demand, Twitter หรือ YouTube ได้นั่นเอง หรือไม่ก็สามารถรองรับการทำงานหลายๆ แบบได้ เช่น การเปิดดูไฟล์รูปภาพ เล่นเพลง และวิดีโอ ซึ่งการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้โทรทัศน์หนึ่งเครื่องคุณสมบัติมากมายแตกต่างกันในแต่ละรุ่นและยี่ห้อ ทำให้คุณต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ ทั้งตามหนังสือ แคตตาล๊อกสินค้า เว็บไซต์ หรือแม้แต่สอบถามกับผู้ขาย (เช่น HDTV มีอยู่กี่ประเภท สายต่อวิดีโอ สายอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ อุปกรณ์เชื่อมต่ออื่นๆ ประเภทของฟอร์แมต และประเภทของรูปแบบสื่อต่างๆ ที่รองรับการทำงานได้) สิ่งเหล่านี้คือ วิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงความสามารถของระบบ High-Definition ซึ่งมีผลต่อความสนใจของคุณ ในเวลาที่เห็นเครื่องตัวอย่างในร้านขายโทรทัศน์
ดังนั้นแล้วผมจะมาแนะนำวิธีการเลือกซื้อ ตรวจสอบ และควรหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกซื้อจอ HDTV จำนวน 10 วิธีกันได้อย่างไรบ้าง
1. ลืมความเชื่อเก่าๆ ให้หมดเกี่ยวกับเทคโนโลยีทีวีจอแบน: ความแตกต่างระหว่างจอพลาสม่าและจอแอลซีดี แบ่งแยกได้อย่างง่ายดายในอดีต เช่น จอพลาสม่าจะมีขนาดกว้างกว่า และคุณภาพของการแสดงผลเหมือนโรงภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของคุณสมบัตินี้มีสีที่มืดและรองรับภาพเคลื่อนไหวที่รวดเร็วได้ดีกว่า แต่ถ้าเป็นจอแอลซีดีจะมีขนาดเล็กกว่าและให้แสงสว่างที่มากกว่ามาก
ความแตกต่างนั้นคือ แสงสว่างต่อจุดของจอขนาด 40 นิ้ว และ 50 นิ้ว โดยเฉพาะจอแอลซีดีที่ใช้หลอด LED แบบ Full-array ที่มีระบบ Dim อยู่ภายในตัวเอง (ราคาจะแพงน้อยกว่าแต่สีจะไม่สวยสะดุดเท่ากับจอแบบ EDGE LED) ซึ่งระบบ Dim ภายใน คุณสมบัติของ Dim ในแต่ละหลอด LED หรือการแบ่งกลุ่มของหลอด LED ที่สร้างสีที่มีความเข้ม จะทำให้แอลซีดีทีวีมีความเข้มของสีดำมากขึ้น และมีให้เลือกมากขึ้นในรุ่นที่มี่หน้าจอขนาด 46 ถึง 50 นิ้ว ซึ่งก่อนหน้านี้คุณสมบัติเหล่านี้เคยมีอยู่ในเฉพาะจอพลาสม่าเท่านั้น และที่สำคัญเมื่อคุณอยู่ในร้าน อย่าตัดสินใจซื้อเพราะเทคโนโลยีภาพของจอแบนอย่างเดียว สิ่งที่ต้องคำนึงเพิ่มเติมก็คือความแตกต่างของเทคโนโลยีใน HDTV ในแต่ละรุ่นด้วย
2. อัตราการบริโภคค่าไฟฟ้า: ความแตกต่างระหว่าง จอพลาสม่า กับจอแอลซีดี กลายเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในแนวๆ ที่ว่า จอแอลซีดีจะใช้พลังงานน้อยกว่าจอพลาสม่า แต่หลอด LED ในจอ LCD ก็จะมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่คุ้มค่ามากกว่าหลอด CCFL ที่ใช้ในจอ LCD เช่นเดียวกัน ถ้าเปิดทีวีทิ้งไว้ทั้งวัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้วคุณก็ควรที่จะเสียเงินซื้อ จอที่ใช้หลอดแบล็กไลต์แบบ LED ที่มีประสิทธิภาพสูง ก็จะช่วยประหยัดเงินจ่ายค่าไฟในอนาคต
และอย่างน้อยๆ ให้คุณลองหาข้อมูลเกี่ยวกับการบริโภคพลังงานของโทรทัศน์เอาไว้ด้วยอีกทางถ้าทำได้ และอย่าเชื่อเพียงข้อความการรับรองคุณสมบัติประหยัดพลังงานเพียงอย่างเดียว ถึงแม้จะมีการรับรองคุณสมบัติเรื่องการประหยัดพลังงานดูดีกว่าไม่มีการรับรองอะไรเลย
3. ทดสอบด้วยวิธีการของคุณเอง: หลายประเด็นที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ที่ไม่ได้เป็นไปตามภาพที่ปรากฏอยู่ในจอโทรทัศน์ในร้าน เพราะส่วนใหญ่แล้วจอที่ตั้งตระหง่านอยู่นั้น จะเป็นการเปิดจากแผ่น Blu-ray ที่ผ่านสาย HDMI เพื่อให้ปรากฏภาพบนจอ ทำให้ภาพดูสวยสมจริง แต่ถ้าคุณเปิดเครื่องดูจากเครื่องเล่นประเภทอื่นๆ ล่ะ อาจจะไม่ได้เป็นแบบที่คุณเห็นในครั้งแรกเลยก็ได้
ดังนั้นคุณอาจจะลองพกเครื่องเล่นที่คุณจะใช้งานเป็นประจำ เช่น เครื่องเล่นที่สามารถอ่านจาก SD Card ได้ หรือจะเป็นการต่อกับกล้องถ่ายวิดีโอ เน็ตบุ๊ค แลปทอป หรือแม้แต่กับโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ที่ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด ในการลองขอพนักงานขายต่อดู และก็ลองเปิดไฟล์วิดีโอ หรือรูปภาพตัวอย่างที่ต้องการดู
4. สังเกตการณ์เคลื่อนไหวในภาพ: ที่ผมหมายถึงอยู่นั้นคือ จุดเล็กๆ ที่อาจจะค้างอยู่บนหน้าจอ ลองมองไล่สายตาเป็นเส้นตรงตามภาพตึกหรือกำแพงอิฐในมุมแพนของหน้าจอดู คุณอาจจะเจอสิ่งผิดปกติอะไรบ้างอย่างก็ได้ คุณอาจจะเห็นเอฟเฟกต์เป็นละอองบนหน้าจอก็ได้ ซึ่งทางทีมงานได้เคยลองดูจุดสังเกตนี้โดยเฉพาะฉากที่กล่าวไว้นั้นในภาพยนตร์เรื่อง Mission Impossible 3 และ The Dark Knight ในรูปแบบแผ่น Blu-ray นั่นเอง
5. คำนึงถึงภาพกับการเคลื่อนไหว: ในกรณีนี้คือ จุดที่เห็นเป็นเงาบนหน้าจอ เวลาที่เห็นภาพที่เคลื่อนไหวทั้งหมด แต่ก็ยังมีเงาค้างตามมาอยู่ (เกิดขึ้นได้บ่อยกับชุดจอ LED แบบ EDGE-backlit) รายละเอียดภาพไม่ชัดเจน ผลที่เราทดสอบจอ HDTV มีการทำงานระหว่างที่ภาพเคลื่อนไหว จะเห็นความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นได้ชัดของจอโทรศัพท์ขนาดใหญ่ แต่สิ่งนี้เองจะเป็นจุดเด่นจุดหนึ่งของเครื่องพลาสม่า ที่จะไม่มีอาการดังกล่าว แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ปรับปรุงเลยมา ทำให้ในตอนนี้เรามองหาจอแอลซีดี
ที่มีอัตราการรีเฟรซมากกว่า (240 เฮิรตซ์ และ 480 เฮิรตซ์ในรุ่นไฮเอนท์ เปรียบกับอดีตที่มีความถี่แค่ 60 เฮิรตซ์และ 120 เฮิรตซ์ในช่วง 2 ปีก่อน) ถือเป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยีของภาพเคลื่อนไหว อย่ายึดติดกับตัวเลขหรือยอดขายตามการตลาด ทดสอบด้วยตัวของคุณเองเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว

ภาพกำแพงอิฐในภาพยนตรืเป็นอีกจุดที่เหมาะแก่การสังเกตดูว่า ภาพกำแพงนั้นเป็นเกร็น เบลอๆ หรือไม่6. ตั้งค่าเหมือนกับเปิดชมที่บ้าน: จอ HDTV แทบทุกเครื่องที่มีการเริ่มต้นการเปิดใช้งานครั้งแรก ด้วยโหมดสำหรับเปิดชมที่บ้านหรือแบบเปิดทดสอบสำหรับในร้าน ซึ่งภาพก็จะเป็นเหมือนที่เห็นในโชว์รูม ซึ่งค่ามาตรฐานของโหมดที่ตั้งค่าในร้านขายนั้น จะปรับให้แสงสว่างมากเพราะคนส่วนใหญ่ก็จะถูกดึงดูดด้วยภาพที่สว่าง แต่ในห้องนั่งเล่นที่มีความมืดมากกว่า ภาพเดียวกันนี้ก็อาจจะดูสว่างรบกวนสายตาเกินไป ดังนั้นคุณอย่าลืมถามพนักงานขายถึงวิธีการ ปรับเป็นโหมดปกติที่สำหรับเปิดรับชมในบ้าน (ปกติแล้วก็สามารถเปิดทดสอบกับการตั้งค่าครั้งแรกให้เป็นแบบนี้ทุกครั้งที่เปิดเครื่องในเมนูตั้งค่าของจอ HDTV)
7. สำรวจการตั้งค่าต่างๆ: จอ HDTV ทุกรุ่นมีการตั้งค่าของภาพที่สามารถปรับตั้งการควบคุมค่าต่างๆ ได้ (ความสว่าง, ความชัด และความเข้มของภาพ) เพื่อให้เหมาะกับภาพในแต่ละประเภทเช่น เกมส์ กีฬา ภาพยนตร์ และอื่นๆ คุณก็ควรจะสำรวจให้ครบ และเมนูส่วนใหญ่สามารถเห็นผลการตั้งค่าได้อย่างชัดเจน และลองปรับเล่นดูให้แน่ใจว่า คุณสามารถปรับภาพให้ได้ดั่งใจ เผื่อค่าที่ทางบริษัทผู้ผลิตนั้น ตั้งค่าขึ้นมาได้ไม่ถูกใจคุณ
8. ปรับสีผิวได้ตามใจคุณ: ชอบสีที่เห็นในจอหรือไม่ คำตอบที่ดีสำหรับคำถามนี้ก็คือ การดูคลิปภาพของคนและปรับค่าของสี ด้วยการสังเกตสีผิวที่ปรากฏอยู่ในจอและสังเกตุว่าภาพอื่นๆ นั้น ดูดีขึ้นมามากน้อยขนาดไหนตามความต้องการของคุณ และถ้าชอบที่จะดูภาพแบบสว่างๆ ในหน้าจอ ก็ระวังว่าคนที่อยู่ในนั้นจะมีสีผิวที่สว่างเกินจริง ซึ่งปัญหานี้สังเกตได้ด้วยการดูค่าของสีที่มันสว่างเกินนั่นเอง

10. ตาดู หูฟัง: เพราะห้างใหญ่มักจะเอาจอ HDTV มาวางเรียงกันเป็นโหลๆ ติดๆ กันเรียงแถว คุณก็ฟังเสียงจากกี่เครื่องต่อกี่เครื่องก็ไม่รู้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่จะซื้อระบบเสียงควบคู่กับโฮมเธียเตอร์หรือเชื่อมต่อกับระบบเสียงเพิ่มเติม แต่ถ้าเพียงแค่ต้องการฟังเสียงจากระบบเสียงของเครื่องโทรทัศน์เท่านั้น ให้ลองเปิดแผ่น Blu-ray เพื่อทดสอบระบบเซอร์ราวน์ที่มีอยู่ในตัวเครื่อง โชคดีที่ระบบเสียงที่ติดตั้งภายในเครื่อง HDTV ได้รับการพัฒนาในเครื่องรุ่นใหม่สม่ำเสมอ ความสามารถที่ปรับปรุงให้กับระบบเซอร์ราวน์ที่สมจริง บางรุ่นก็มีระบบเสียงแบบ 3 ลำโพง แต่ก็ยึดหลักการเดิม อย่าตัดสินที่ข้อมูล แต่ให้ทดลองฟังเสียงจริงแทน
ที่มา https://www.intelpcclub.com/content.php?Content_ID=740
โทรทัศน์ความละเอียดสูงแบบ High-Definition นั้น ได้มีการวางจำหน่ายมาร่วมๆ 4-5 ปีเห็นจะได้แล้ว และจอภาพที่ระดับความละเอียด 1080p HDTV ก็คือสินค้าระดับไฮเอนต์ ที่ปัจจุบันนี้เริ่มจอแอลซีดีทีวีกลายเป็นสินค้าที่สามารถหาซื้อมาใช้ในบ้านได้ทุกครัวเรือน (ซึ่งเครื่องเล่น Blu-ray ก็จะมีสถานภาพเช่นเดียวกันในอนาคตอันใกล้นี้) จะก็แต่จอแอลอีดีทีวีที่เคยเปิดตัวด้วยราคาแพงสูงลิบลิ่วกลายเป็นอดีตไปแล้ว เช่น Sony Bravia ที่ตั้งราคาเกือบ 160,000 บาท สำหรับหน้าจอขนาด 46-52 นิ้ว ทุกวันนี้ เป็นโมเดลที่มีอยู่แพร่หลายและราคาก็ลดลงมามาก เหลือในระดับแค่ 65,000 ถึง 70,000 บาทก็พอจะหาซื้อกันได้แล้ว และรุ่นเกรดล่างๆ สเปกธรรมดาขนาด 32 นิ้วเราก็หาซื้อได้ในราคาหมื่นต้นๆ

ดังนั้นแล้วผมจะมาแนะนำวิธีการเลือกซื้อ ตรวจสอบ และควรหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการเลือกซื้อจอ HDTV จำนวน 10 วิธีกันได้อย่างไรบ้าง
1. ลืมความเชื่อเก่าๆ ให้หมดเกี่ยวกับเทคโนโลยีทีวีจอแบน: ความแตกต่างระหว่างจอพลาสม่าและจอแอลซีดี แบ่งแยกได้อย่างง่ายดายในอดีต เช่น จอพลาสม่าจะมีขนาดกว้างกว่า และคุณภาพของการแสดงผลเหมือนโรงภาพยนตร์ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของคุณสมบัตินี้มีสีที่มืดและรองรับภาพเคลื่อนไหวที่รวดเร็วได้ดีกว่า แต่ถ้าเป็นจอแอลซีดีจะมีขนาดเล็กกว่าและให้แสงสว่างที่มากกว่ามาก
ความแตกต่างนั้นคือ แสงสว่างต่อจุดของจอขนาด 40 นิ้ว และ 50 นิ้ว โดยเฉพาะจอแอลซีดีที่ใช้หลอด LED แบบ Full-array ที่มีระบบ Dim อยู่ภายในตัวเอง (ราคาจะแพงน้อยกว่าแต่สีจะไม่สวยสะดุดเท่ากับจอแบบ EDGE LED) ซึ่งระบบ Dim ภายใน คุณสมบัติของ Dim ในแต่ละหลอด LED หรือการแบ่งกลุ่มของหลอด LED ที่สร้างสีที่มีความเข้ม จะทำให้แอลซีดีทีวีมีความเข้มของสีดำมากขึ้น และมีให้เลือกมากขึ้นในรุ่นที่มี่หน้าจอขนาด 46 ถึง 50 นิ้ว ซึ่งก่อนหน้านี้คุณสมบัติเหล่านี้เคยมีอยู่ในเฉพาะจอพลาสม่าเท่านั้น และที่สำคัญเมื่อคุณอยู่ในร้าน อย่าตัดสินใจซื้อเพราะเทคโนโลยีภาพของจอแบนอย่างเดียว สิ่งที่ต้องคำนึงเพิ่มเติมก็คือความแตกต่างของเทคโนโลยีใน HDTV ในแต่ละรุ่นด้วย
2. อัตราการบริโภคค่าไฟฟ้า: ความแตกต่างระหว่าง จอพลาสม่า กับจอแอลซีดี กลายเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในแนวๆ ที่ว่า จอแอลซีดีจะใช้พลังงานน้อยกว่าจอพลาสม่า แต่หลอด LED ในจอ LCD ก็จะมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานที่คุ้มค่ามากกว่าหลอด CCFL ที่ใช้ในจอ LCD เช่นเดียวกัน ถ้าเปิดทีวีทิ้งไว้ทั้งวัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้วคุณก็ควรที่จะเสียเงินซื้อ จอที่ใช้หลอดแบล็กไลต์แบบ LED ที่มีประสิทธิภาพสูง ก็จะช่วยประหยัดเงินจ่ายค่าไฟในอนาคต

3. ทดสอบด้วยวิธีการของคุณเอง: หลายประเด็นที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ที่ไม่ได้เป็นไปตามภาพที่ปรากฏอยู่ในจอโทรทัศน์ในร้าน เพราะส่วนใหญ่แล้วจอที่ตั้งตระหง่านอยู่นั้น จะเป็นการเปิดจากแผ่น Blu-ray ที่ผ่านสาย HDMI เพื่อให้ปรากฏภาพบนจอ ทำให้ภาพดูสวยสมจริง แต่ถ้าคุณเปิดเครื่องดูจากเครื่องเล่นประเภทอื่นๆ ล่ะ อาจจะไม่ได้เป็นแบบที่คุณเห็นในครั้งแรกเลยก็ได้
ดังนั้นคุณอาจจะลองพกเครื่องเล่นที่คุณจะใช้งานเป็นประจำ เช่น เครื่องเล่นที่สามารถอ่านจาก SD Card ได้ หรือจะเป็นการต่อกับกล้องถ่ายวิดีโอ เน็ตบุ๊ค แลปทอป หรือแม้แต่กับโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ที่ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด ในการลองขอพนักงานขายต่อดู และก็ลองเปิดไฟล์วิดีโอ หรือรูปภาพตัวอย่างที่ต้องการดู
4. สังเกตการณ์เคลื่อนไหวในภาพ: ที่ผมหมายถึงอยู่นั้นคือ จุดเล็กๆ ที่อาจจะค้างอยู่บนหน้าจอ ลองมองไล่สายตาเป็นเส้นตรงตามภาพตึกหรือกำแพงอิฐในมุมแพนของหน้าจอดู คุณอาจจะเจอสิ่งผิดปกติอะไรบ้างอย่างก็ได้ คุณอาจจะเห็นเอฟเฟกต์เป็นละอองบนหน้าจอก็ได้ ซึ่งทางทีมงานได้เคยลองดูจุดสังเกตนี้โดยเฉพาะฉากที่กล่าวไว้นั้นในภาพยนตร์เรื่อง Mission Impossible 3 และ The Dark Knight ในรูปแบบแผ่น Blu-ray นั่นเอง
5. คำนึงถึงภาพกับการเคลื่อนไหว: ในกรณีนี้คือ จุดที่เห็นเป็นเงาบนหน้าจอ เวลาที่เห็นภาพที่เคลื่อนไหวทั้งหมด แต่ก็ยังมีเงาค้างตามมาอยู่ (เกิดขึ้นได้บ่อยกับชุดจอ LED แบบ EDGE-backlit) รายละเอียดภาพไม่ชัดเจน ผลที่เราทดสอบจอ HDTV มีการทำงานระหว่างที่ภาพเคลื่อนไหว จะเห็นความแตกต่างที่เพิ่มขึ้นได้ชัดของจอโทรศัพท์ขนาดใหญ่ แต่สิ่งนี้เองจะเป็นจุดเด่นจุดหนึ่งของเครื่องพลาสม่า ที่จะไม่มีอาการดังกล่าว แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ปรับปรุงเลยมา ทำให้ในตอนนี้เรามองหาจอแอลซีดี
ที่มีอัตราการรีเฟรซมากกว่า (240 เฮิรตซ์ และ 480 เฮิรตซ์ในรุ่นไฮเอนท์ เปรียบกับอดีตที่มีความถี่แค่ 60 เฮิรตซ์และ 120 เฮิรตซ์ในช่วง 2 ปีก่อน) ถือเป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยีของภาพเคลื่อนไหว อย่ายึดติดกับตัวเลขหรือยอดขายตามการตลาด ทดสอบด้วยตัวของคุณเองเป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว

เครื่องที่มีระบบปรับภาพที่ไม่ดีจะสามารถสังเกตุได้ว่า หน้าต่างของตึกหรือบานกระจกจะเห็นเป็นเกร็น เนื่องจากคุณสมบัติที่ไม่ถึงของจอทีวีความละเอียดสูง ทำให้ภาพที่แสดงออกมาดูเบลอ
ภาพกำแพงอิฐในภาพยนตรืเป็นอีกจุดที่เหมาะแก่การสังเกตดูว่า ภาพกำแพงนั้นเป็นเกร็น เบลอๆ หรือไม่
7. สำรวจการตั้งค่าต่างๆ: จอ HDTV ทุกรุ่นมีการตั้งค่าของภาพที่สามารถปรับตั้งการควบคุมค่าต่างๆ ได้ (ความสว่าง, ความชัด และความเข้มของภาพ) เพื่อให้เหมาะกับภาพในแต่ละประเภทเช่น เกมส์ กีฬา ภาพยนตร์ และอื่นๆ คุณก็ควรจะสำรวจให้ครบ และเมนูส่วนใหญ่สามารถเห็นผลการตั้งค่าได้อย่างชัดเจน และลองปรับเล่นดูให้แน่ใจว่า คุณสามารถปรับภาพให้ได้ดั่งใจ เผื่อค่าที่ทางบริษัทผู้ผลิตนั้น ตั้งค่าขึ้นมาได้ไม่ถูกใจคุณ
8. ปรับสีผิวได้ตามใจคุณ: ชอบสีที่เห็นในจอหรือไม่ คำตอบที่ดีสำหรับคำถามนี้ก็คือ การดูคลิปภาพของคนและปรับค่าของสี ด้วยการสังเกตสีผิวที่ปรากฏอยู่ในจอและสังเกตุว่าภาพอื่นๆ นั้น ดูดีขึ้นมามากน้อยขนาดไหนตามความต้องการของคุณ และถ้าชอบที่จะดูภาพแบบสว่างๆ ในหน้าจอ ก็ระวังว่าคนที่อยู่ในนั้นจะมีสีผิวที่สว่างเกินจริง ซึ่งปัญหานี้สังเกตได้ด้วยการดูค่าของสีที่มันสว่างเกินนั่นเอง

ปรับสีให้เหมือนกับสีผิวของมนุษย์จริงๆ ให้มากที่สุด แล้วค่อยดูว่าสีของรอบข้างนั้น ดูน่าพอใจหรือไม่
9. อย่าเปิดภาพแอนิเมชันเวลาทดสอบเครื่อง: เหตุผลหลายอย่างที่ตัวแทนจำหน่ายเลือกใช้ภาพแแอนิเมชันเป็นภาพประกอบสำหรับทดสอบเครื่อง ไม่ได้เพราะเหตุผลที่ว่าต้องการให้คนในครอบครัวสมัครสมานสามัคคีแน่ๆ แต่เป็นเพราะทุกวันนี้ภาพแอนิเมชันดูสวยงามมากๆ เวลาที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอระบบดิจิตอล และในความเป็นจริงแล้ว วิดีโอที่จะเหมาะสำหรับทดสอบ ก็ยังคงไม่ควรเป็นหนังแอคชันหรือเกมโชว์ ที่ไม่สามารถวัดผลอะไรได้เลย เหมือนเล่นเกมยิงปืน ถ้าไม่ได้ตั้งใจจะซื้อมาเพื่อเล่นเกมกับจอ HDTV เพราะฉะนั้นอย่าได้ใส่ใจกับฟุตเทจตัวอย่างของเกมที่ฉายอยู่10. ตาดู หูฟัง: เพราะห้างใหญ่มักจะเอาจอ HDTV มาวางเรียงกันเป็นโหลๆ ติดๆ กันเรียงแถว คุณก็ฟังเสียงจากกี่เครื่องต่อกี่เครื่องก็ไม่รู้ แน่นอนว่ามันไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่จะซื้อระบบเสียงควบคู่กับโฮมเธียเตอร์หรือเชื่อมต่อกับระบบเสียงเพิ่มเติม แต่ถ้าเพียงแค่ต้องการฟังเสียงจากระบบเสียงของเครื่องโทรทัศน์เท่านั้น ให้ลองเปิดแผ่น Blu-ray เพื่อทดสอบระบบเซอร์ราวน์ที่มีอยู่ในตัวเครื่อง โชคดีที่ระบบเสียงที่ติดตั้งภายในเครื่อง HDTV ได้รับการพัฒนาในเครื่องรุ่นใหม่สม่ำเสมอ ความสามารถที่ปรับปรุงให้กับระบบเซอร์ราวน์ที่สมจริง บางรุ่นก็มีระบบเสียงแบบ 3 ลำโพง แต่ก็ยึดหลักการเดิม อย่าตัดสินที่ข้อมูล แต่ให้ทดลองฟังเสียงจริงแทน
ที่มา https://www.intelpcclub.com/content.php?Content_ID=740







